
ครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา เลิกใส่ร้าย-ทหารกลับกรม-ปฏิรูปสามอำนาจ
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงสุนทรกถา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงสุนทรกถา เรื่อง “40 ปี เปลี่ยนผ่านประเทศไทย : 40 ปี เปลี่ยน-40 ปีไม่ผ่าน?” ภายในงาน “40 ปี 6 ตุลา 2519” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
วันนี้ครบรอบ 40 ปี เราเห็นการเดินทางของการเมืองไทยในช่วง 40 ปี ถ้าผมจะทดลองเปรียบการเดินทางของการเมืองไทยเหมือนรถไฟ ผมคิดว่าท่านทั้งหลายตอบได้ดีเหมือนกับผมว่า การเดินทางของการเมืองไทยไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง และอาจจะไม่ใช่ความเร็วปกติอย่างที่เราเห็น ในหลายปีที่ผ่านมาผมกำลังเริ่มรู้สึกว่าการเมืองไทยเป็นเหมือนรถไฟที่ปรากฏอยู่ใน 2 รูปแบบ
รถไฟรูปแบบหนึ่ง เป็นเหมือนรถไฟเด็กเล่นที่วิ่งวนไปมา การเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยเหมือนกับรถไฟที่ลูกๆเราเล่นแล้ววิ่งวนกลับไปกลับมา การวิ่งไปข้างหน้าของรถไฟเป็นเพียงการบอกว่า ในที่สุดแล้วรถไฟจะวิ่งกลับมาที่จุดเดิม การเปลี่ยนผ่านรูปลักษณ์เช่นนี้ไม่นำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย
อีกมุมหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านของเหตุการณ์ 40 ปี ผมคิดว่าไม่ต่างอะไรกับรถไฟเหาะที่วิ่งอยู่ในสวนสนุก ผมคิดว่ารถไฟเหาะที่เราเห็นวิ่งวนอยู่ในสวนสนุกนั้น มีลักษณะวิ่งขึ้นวิ่งลง ช่วงหนึ่งก็วิ่งไปถึงจุดสูงสุด เมื่อถึงจุดสูงสุดก็จะวิ่งลงจนถึงต่ำสุด ถ้าการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยอยู่ในรูปลักษณ์เช่นนี้ รถไฟที่วิ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดจะเกิดการพัฒนาประชาธิปไตย หรือการพัฒนาทางการเมืองที่เป็นจุดสูงสุดของการเมืองไทย แล้วเพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน เราก็จะเห็นรถไฟวิ่งทิ้งดิ่งกลับมาลงสู่จุดต่ำสุด
ความรุนแรงไม่แก้ปัญหา
วันนี้ 40 ปี เราเริ่มเห็นชัดขึ้น เป็น 40 ปีที่ผมคิดว่าถ้ามองพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง ในภาวะของการพัฒนาประชาธิปไตย 40 ปีของเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลา 2519 นั้น เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะต่างกับทุกครั้ง เพราะมีการใช้กำลังขนาดใหญ่จัดการกับผู้เห็นต่าง วันนี้สิ่งที่เราเห็น ต้นไม้ที่สนามหลวงในปี 2519 ไม่ได้มีไว้เพื่อการพักร่ม แต่มีไว้เพื่อการแขวนคอคน พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้เป็นพื้นที่ของการศึกษาเท่านั้น แต่ในเช้าวันที่ 6 ตุลา พื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่สังหาร พื้นที่ที่พวกท่านยืนอยู่ ณ วันนี้ มีชีวิตเพื่อนบางคนของผมนอนอยู่
ถ้าวันนี้การจัดงานจะมีประโยชน์สักนิดหนึ่ง ผมยังยืนยันว่าการฆ่าโดยรัฐไม่ใช่คำตอบ การใช้ความรุนแรงของรัฐไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะการสะท้อนที่เกิดขึ้นจะมีอย่างยาวนาน การปลุกระดม การใส่ร้ายป้ายสี นำไปสู่ความแตกแยกขนาดใหญ่ แน่นอน 40 ปีวันนี้ ผมคิดว่า บทเรียน 6 ตุลา ถ้าจะทิ้งไว้บ้างก็คงต้องทิ้งไว้กับคนรุ่นปัจจุบัน ผมเชื่อเสมอว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นไม่มีจุดสิ้นสุด การต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพไม่มีขีดจำกัด วันนี้คนรุ่นผมอาจจะอยู่ในวัยเกษียณ แต่วันนี้คบเพลิงของการต่อสู้จากคนรุ่น 14 ตุลา 6 ตุลา กำลังส่งผ่านถึงมือคนรุ่นใหม่
เสนอสร้างดุล 3 อำนาจใหม่
ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินคำหนึ่งว่า Brexit คือ อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ผมอยากจะเสนอว่าเงื่อนไขของการพัฒนาประชาธิปไตย คือ Mixit หรือ Military Exit หมายความว่า เงื่อนไขแรกต้องเอาทหารออกจากการเมือง ถ้าเอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้ ไม่ต้องคิดเรื่องประชาธิปไตย ถ้าเอาทหารกลับไปอยู่ในกรมกองไม่ได้ ประชาธิปไตยจะเป็นประชาธิปไตยที่วิ่งวนเหมือนรถไฟรางวงกลม เงื่อนไขแรกนี้ท้าทายคนรุ่น 2475 ยุค 14 ตุลา และท้าทายอย่างยิ่งกับคนหลังพฤษภา 35 จนวันนี้ก็ยังท้าทายกับคนรุ่นปัจจุบันว่าจะพาทหารกลับเข้ากรมอย่างไร
ถ้าต้องพาทหารกลับเข้ากรม วันนี้อำนาจนอกระบบต้องยอมปล่อยให้การเมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ ผมคิดว่าการเมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติบนเงื่อนไขทำรัฐสภาให้เป็นรัฐสภา ทำศาลให้เป็นศาล และทำรัฐบาลให้เป็นรัฐบาล การกลับสู่ภาวะปกติ หมายความว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองขององค์กรสามส่วนอยู่ภายใต้บริบทของการตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่ใช่การตรวจจับและทำลายดุล
ย้ำว่าการเมืองไทยต้องไม่กลับไปสู่ภาวะของการตรวจจับและทำลายดุล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นโครงสร้างรัฐบาลจะรองรับอะไรไม่ได้เลย เหมือนที่ท่านกำลังจะเห็นในอนาคต ยุทธศาสตร์ 20 ปี กำลังตอบเราว่าไม่ว่าการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ใครจะมาเป็นรัฐบาล จะถูกครอบและกดทับด้วยยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่ไม่รู้ว่าใครร่างและคนร่างมีความรู้มากน้อยเพียงใด
การเมืองไทยต้องการเวลาของการพัฒนา วันนี้สังคมไทยอยู่ภายใต้บริบทของความรวดเร็วของยุคที่ทุกอย่างเป็นสมาร์ท สภาวะอย่างนี้สร้างจินตภาพให้กับพวกเราอย่างหนึ่งว่าอยากเห็นอะไรทุกอย่างเร็ว แต่ต้องยอมรับว่าการพัฒนาทางการเมืองไม่ว่าในประเทศไหนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว การสร้างระบบการเมืองที่แข็งแรงและมีเสถียรภาพนั้นต้องการเวลาและความอดทน แน่นอนว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นผ่านรอยเลือด คราบน้ำตาและหยาดเหงื่อไม่แตกต่างกันในทุกประเทศ ไม่มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไหนที่ได้มาโดยง่าย แต่ต้องการเวลาในการพัฒนา
เลิกชี้นิ้วด่า-ใส่ร้าย
ทำอย่างไรที่จะทำให้คนในสังคมไทย รวมทั้งคนที่มีอำนาจจะยอมอดทน อดทนที่จะไม่เรียกร้องว่าการพ่ายแพ้และการไม่พอใจของพวกเขาคำตอบมีอย่างเดียว คือ การล้มรัฐบาลที่อยู่ข้างหน้า ทำอย่างไรพวกเขาจะยอมอดทนและอยู่กับการเมืองในระบบที่ไม่ใช่การเมืองนอกระบบ นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องยุติความหวาดกลัวทางการเมือง และยอมรับว่าความพ่ายแพ้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการทำลายการเมืองทั้งระบบ
วันนี้ขบวนการประชาธิปไตยไทยต้องการการคุย ต้องไม่กล่าวโทษชี้นิ้วด่ากันเอง แต่ต้องคิดถึงอนาคต ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านกับผมอาจจะไม่เห็นตรงกัน แต่ผมหวังว่าท่านกับผมวันนี้จะเห็นร่วมกันอย่างหนึ่ง วันนี้ท่านกับผมต้องเห็นอนาคตของสังคมไทยร่วมกัน ต้องมุ่งว่าในอนาคตจะต้องนำพาสังคมไทยก้าวข้ามปัญหาความขัดแย้ง







