
ติงคุณหมอธีระวัฒน์ ด้วยรักและหวังดี
...นพ.วิวชัย โชควิวัฒน
โดยส่วนตัวผมมีความรักและศรัทธาต่อคุณหมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ทั้งในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางประสาทวิทยาระดับโลก โดยได้เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุราว 40 ปีเท่านั้น และในฐานะแพทย์ที่สนใจต่อประโยชน์สาธารณะ ที่ออกมาให้ความเห็นต่อปัญหาต่างๆ เป็นครั้งคราว อย่างกล้าหาญ เป็นตัวของตัวเอง
อย่างไรก็ดี ทัศนะของท่านที่ปรากฏในคอลัมน์
“ชักธงรบ” ของกิเลน ประลองเชิง ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 ส.ค. และในคอลัมน์ “ทอล์ค ออฟ ทาวน์” ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 15 ส.ค. อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดและอาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อสังคมและตัวคุณหมอธีระวัฒน์เอง จึงขอติงไว้ด้วยรักและหวังดีประการแรก โดยภาพรวม แม้คุณหมอจะกล่าวถึงระบบบริการสุขภาพโดยรวมทั้งหมด แต่เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งวิพากษ์โครงการ
“30 บาทรักษาทุกโรค” หรือโครงการ “บัตรทอง” ว่า “รัฐบาล นักการเมือง อาศัยการแพทย์สาธารณสุขเป็นช่องทางหาเสียง โดยโหมประโคมความดีพร้อมการรักษา” และไม่สนใจด้านการป้องกันโรคความจริงในเรื่องนี้คือ นโยบาย
“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ซึ่งต่อมามีการออกเป็นกฎหมายเพื่อให้นโยบายมีความยั่งยืน คือ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ได้ให้ความสำคัญกับงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมาตั้งแต่ต้น โดยปีแรกๆ ซึ่งกำหนดค่ารายหัวเพียง 1,202 บาทต่อคนต่อปี แต่ได้จัดสรรเป็นงบด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคถึง 18%การจัดสรรงบประมาณเพื่อการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ แยกไว้อย่างชัดเจนนี้ นับเป็นความก้าวหน้ามากกว่าโครงการสวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคม ซึ่งใช้งบประมาณมากกว่า แต่มุ่งเฉพาะการรักษาพยาบาลเท่านั้นมาโดยตลอด ข้าราชการและคนไข้ประกันสังคมเพิ่งมาได้อานิสงส์จากงบประมาณด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจากโครงการ 30 บาท
โครงการบัตรทอง ซึ่งเริ่มต้นด้วยสโลแกน
“30 บาทรักษาทุกโรค” มาตั้งแต่ปี 2545 ต่อมาได้ปรับโฉมเป็น “30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค” มาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว อย่างไรก็ดี เพราะสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีราคาแพง ทำให้สัดส่วนงบประมาณด้านป้องกันและสร้างเสริมลดลงเหลือราว 10% ในปัจจุบันประการที่สอง ข้อความที่ว่า
“การผ่าตัดไส้ติ่ง หรือโรคไม่ร้ายแรง ก็เลือกส่งต่อโรงพยาบาลใหญ่ คนไข้ไส้ติ่งแตกมากขึ้น” ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะละม้ายคล้ายคลึงกับคำพูดของกรรมการแพทยสภาบางคนที่พูดว่า เวลานี้โรงพยาบาลชุมชนเลิกผ่าตัดไส้ติ่งแล้ว ส่งไปโรงพยาบาลจังหวัดหมด ทำให้คนไข้เกิดโรคแทรกซ้อน ไส้ติ่งแตกมากขึ้น เพราะผ่าช้าความจริง โรงพยาบาลชุมชนยังผ่าตัดไส้ติ่งอยู่เป็นจำนวนมาก (ดูตารางที่ 1) แต่แนวโน้มมีการผ่าตัดน้อยลงตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งน่าจะเกิดเพราะผลกระทบจากข่าวหมอโรงพยาบาลชุมชนรายหนึ่งถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก โดยไม่รอลงอาญาเพราะผ่าตัดไส้ติ่งให้คนไข้แล้วคนไข้เสียชีวิต
อย่างไรก็ดี ไม่มีข้อมูลที่จะแยกแยะได้ว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดจากกรณีที่เกิดขึ้นโดยตรง หรือเพราะมีการบิดเบือนข่าวว่า หมอถูกจำคุกโดยไม่รอลงอาญาจริงๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะต้องตัดสินเช่นนั้น และยังมีกรรมการแพทยสภาบางคนออกไปข่มขู่แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งที่ยังคงผ่าตัดไส้ติ่งให้คนไข้ด้วย
นอกจากนี้ คำกล่าวที่ว่า
“คนไข้ไส้ติ่งแตกมากขึ้น” ก็เป็นการกุข้อมูลสร้างข่าวลือต่อๆ กันมา ความจริงอัตราไส้ติ่งแตกในโครงการบัตรทองมิได้เพิ่มขึ้นเลย มีแต่ลดลง (ดูตารางที่ 2)ประการที่สาม คุณหมอธีระวัฒน์ กล่าวถึงเรื่องการทำซีแอลว่า
“เป็นเอดส์ เป็นมะเร็ง ประกาศสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ละเมิดกฎเพื่อเอายามาช่วยชีวิต ซึ่งไม่ผิด แต่ถ้าทำเช่นนี้ตลอดขาดการป้องกันควบคุมโรคอย่างรัดกุม เคร่งครัดมีผู้ป่วยงอกเงยเป็นแสนคนเป็นล้านคน มิต้องละเมิดสิทธิบัตรไปตลอดชาติ”น่าแปลกที่เรื่องนี้มีการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า การทำซีแอลของไทย เป็นสิทธิที่กระทำได้โดยถูกต้องทั้งตามกฎหมายไทย และกฎกติกาขององค์การการค้าโลก ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก องค์การการค้าโลก และองค์การอังค์ถัด ได้มาตรวจสอบและสรุปแล้วว่าไทยมิได้ทำอะไรผิดเลยด้วย แต่คุณหมอธีระวัฒน์ยังพูดเหมือนบริษัทยาข้ามชาติที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรและกรรมการแพทยสภาบางคน
คุณหมอคงไม่ทราบว่า ก่อนทำซีแอล มีคนไข้เอดส์ที่ดื้อยา ได้รับยาสูตรใหม่ที่จำเป็นราว 60 รายเท่านั้น ที่เหลือต้องเสียชีวิตไปในไม่ช้า แต่หลังทำซีแอลคนไข้กลุ่มนี้ได้ยาแล้วกว่า 7,000 คน ช่วยให้คนไข้มีชีวิตรอดและทำงานได้ใกล้เคียงกับคนปกติ







