
พร้อมหรือยัง-โรงไฟฟ้านิวเคลียร์?
....มนูญ ศิริธรรม
ได้อ่านข่าวท่าน รมว.พลังงานของไทย ไปเซ็นสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากพม่าเพิ่มเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า จนทำให้สัดส่วนก๊าซจากพม่าที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในบ้านเราเพิ่มจาก 17% มาเป็น 20% (หมายความว่า 1 ใน 5 ของก๊าซที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในบ้านเราต้องอาศัยประเทศพม่า)
และข่าวโรงไฟฟ้า IPP ของเอกชน 2 แห่ง ต้องเลื่อนการก่อสร้าง ไม่สามารถส่งไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามแผน PDP 2010 เพราะถูกชาวบ้านต่อต้าน ซึ่งอาจทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าในอนาคตของเราลดลงจาก 2025% ในปัจจุบันมาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ซึ่งเป็นระดับมาตรฐาน และอาจทำให้เกิดไฟดับหรือกระแสไฟตกได้ในบางพื้นที่
เห็นข่าวเหล่านี้แล้วก็ให้หนักใจแทนรัฐบาล กระทรวงพลังงาน และ กฟผ.ที่มีหน้าที่บริหารจัดการเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอนาคตเป็นอย่างยิ่งครับ
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีการเติบโตปีละประมาณ 45% ตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศไทยต้องมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น 54,005 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 (ตามแผน PDP 2010) การที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ได้ตามแผนนี้ จำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น และต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ใช่เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงแต่เพียงอย่างเดียว (เพราะเราพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติมากจนเกินไปแล้วถึง 72.5% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า)
พลังงานที่อาจนำมาใช้ได้นอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติ มีทั้งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังลม พลังแสงอาทิตย์ พลังชีวมวล ตลอดจนพลังงานในรูปแบบอื่นๆ เช่น ถ่านหิน และนิวเคลียร์ เป็นต้น
ตามแผน PSP 2010 ประเทศไทยต้องพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ จำนวน 5 แห่ง รวม 5,000 เมกะวัตต์ เพื่อเสริมความมั่นคงและลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น
การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงเป็นทางออกของประเทศทั้งในเรื่องการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง (ไม่พึ่งพาพลังงานชนิดเดียวมากเกินไป) ลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า (ต้นทุนต่อหน่วยประมาณ 2.50 บาท) ลดมลภาวะ (ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน) และลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในรูปของก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (ก๊าซ LNG) ซึ่งมีราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เพราะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงไปเรื่อยๆ และจะหมดไปภายในระยะเวลา 2030 ปีข้างหน้า
ปัญหาของการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในบ้านเรามีอยู่ประการเดียว คือ จะทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะกับชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้อย่างไรให้เข้าใจและเกิดการยอมรับ
ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้มีการจัดตั้งสำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์(สพน.) ขึ้นเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2550 เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินงานและประสานงานตามแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนดำเนินการสร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจของประชาชนในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย
ดังนั้น ผมคิดว่าภาระหนักของ สพน.น่าจะอยู่ที่การเข้าถึงผู้นำทางความคิดและมวลชนในแต่ละพื้นที่ โดยนำข้อมูลเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่บิดเบือน ไปนำเสนอต่อมวลชนให้ได้มีโอกาสพิจารณา ถกเถียง อภิปราย แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะดำเนินโครงการดังกล่าวนี้หรือไม่อย่างแท้จริง
ตามแผนงานเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คณะรัฐมนตรีจะต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ในต้นปี 2554 ซึ่งถ้าคณะรัฐมนตรีตัดสินใจให้เดินหน้าโครงการ ก็จะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2557 และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของไทยขนาด 1,000 เมกะวัตต์ จะเปิดใช้ได้ในปี 2563 และโรงที่สองขนาด 1,000 เมกะวัตต์เช่นกัน จะเปิดใช้ได้ในปี 2564 โดยคาดว่าการสร้างโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งนี้จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1.6 แสนล้านบาท
แต่มาถึงตอนนี้ผมไม่มั่นใจว่าการทำความเข้าใจกับประชาชนและชุมชนได้เดินหน้าไปแค่ไหนแล้ว เพราะยังได้ยินแต่เสียงคัดค้านอยู่มาก ทั้งๆ ที่ความเข้าใจในเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในหมู่ประชาชนยังมีน้อยมาก จากการสุ่มสำรวจความเห็นของประชาชน (อย่างไม่เป็นทางการ) ของผม พบว่าความวิตกกังวลหรือความไม่แน่ใจว่าจะสนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดีหรือไม่ของประชาชน โดยส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นห่วงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทั้งทางด้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบริหารโรงไฟฟ้า โดยบางคนยกตัวอย่างเรื่องการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่มีการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างมโหฬาร ทำให้การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน หรือมีปัญหาเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ เป็นต้น ส่วนมาตรฐานเรื่องการบริหารก็มีการยกตัวอย่างเรื่องระดับมลพิษที่มาบตาพุด เป็นต้น
ผมคงไม่ปฏิเสธในตัวอย่างที่ยกมาอ้างดังกล่าว แต่อยากจะบอกว่าถ้าเรามัวแต่ติดหล่มอยู่กับปัญหาในอดีต โดยไม่ยอมแก้ไขแล้วก้าวไปข้างหน้า เราคงไม่ต้องพัฒนาประเทศชาติกันอีกแล้ว หากเราจะยกแต่ความผิดพลาดในอดีตมาเป็นข้ออ้าง แต่ไม่คิดแก้ไขแล้วหาทางเดินไปข้างหน้า เราคงไม่สามารถริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคตได้
ข้อสำคัญถ้าเราเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย ผมอยากจะเรียนว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ในอีก 7 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนเกิดขึ้นแน่นอนที่ประเทศเวียดนาม โดยจะตั้งอยู่ห่างจาก จ.มุกดาหาร ไปเพียงแค่ 250 กม.เท่านั้น และต่อจากนั้นเราอาจเห็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของมาเลเซียเกิดขึ้นทางภาคใต้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของพม่าทางภาคตะวันตก หรืออาจมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นที่เกาะกงของกัมพูชาเพื่อขายไฟฟ้าให้ไทยในอนาคตก็เป็นได้
คำถามที่ผมอยากถามก็คือ ถึงวันนั้นเรามั่นใจว่าคนเวียดนาม มาเลเซีย พม่า กัมพูชา จะก่อสร้างและบริหารโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ดีกว่าคนไทยหรือครับ!!!







