
ต้องเปิดเกมรุก
เป็นท่าทีที่ชัดเจนของราชอาณาจักรกัมพูชา ที่พยายามผลักดันให้ประเด็นปัญหาต่อดินแดนข้อพิพาทบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารยกระดับขึ้นเป็นวาระระดับสากล ด้วยความเชื่อและความมั่นใจสูงสุดว่า หากปัญหานี้ขึ้นสู่โต๊ะเจรจาระหว่างประเทศแล้ว กัมพูชาจะอยู่ในฐานะได้เปรียบไทย เนื่องจากกัมพูชาถือครองใบรับประกันอันชอบธรรมไว้ 2 ประการคือ
1.คำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 ที่ให้ประสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และ 2.มติจากคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การยูเนสโกที่ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปเมื่อปี 2552
แม้คำตัดสินของศาลโลกจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยรอบตัวปราสาทแต่อย่างใด แต่ทว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว ได้ส่งผลให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อการจัดการกับพื้นที่มรดกโลกนั้นย่อมตามมาด้วยแผนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ซึ่งยังเป็นกรณีพิพาทการอ้างสิทธิระหว่างไทยและกัมพูชา
กัมพูชาจึงต้องยิ่งพยายามผลักดันให้นานาชาติได้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารดังกล่าว พร้อมกับการเร่งสร้างภาพให้ไทยเป็นตัวร้ายที่พยายามสกัดกั้นการพัฒนามรดกของชาวโลกไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการร่อนจดหมายระบุว่าไทยมีท่าทีคุกคามกัมพูชาด้วยกำลังทางทหารถึงท่านประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
แต่แม้ว่าไทยจะยืนยันมาหลายต่อหลายครั้ง ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาในระดับทวิภาคี ที่มีผู้เล่นอยู่เพียงสองฝั่ง คือ ไทยและกัมพูชาเท่านั้น กระนั้นก็ดูเหมือนว่าเสียงของไทยจะเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ ในสายตานานาชาติ เมื่อหลายฝ่ายเริ่มแสดงท่าทีเต็มใจที่จะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยในปัญหานี้มากขึ้นทุกที
โดยเฉพาะท่าทีล่าสุดจาก บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ ที่ตอบรับเสียงของกัมพูชาแสดงความเต็มใจหากต้องการให้เป็นคนกลางในปัญหานี้ แม้ว่าตามข้อเท็จจริงแล้ว กรณีข้อพิพาทในครั้งนี้ไม่มีทางที่จะถูกผลักดันขึ้นเป็นวาระในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ทั้งนั้น เพราะไม่ใช่ทั้งปัญหาคุกคามความมั่นคงระดับสากล และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน
แต่ผลจากการเปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่องของกัมพูชาดังกล่าว ที่พยายามให้นานาชาติเห็นว่าไทยกำลังเป็นผู้รุกรานรังแกประเทศที่เล็กกว่า และยังขัดขวางการพัฒนามรดกโลก อีกทั้งยังมีปัญหาการเมืองในไทยเองที่ไปพัวพันอยู่ในปัญหานี้อีกด้วย ก็ยิ่งจะทำให้ประชาคมโลกเริ่มหันมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่วาระระดับทวิภาคีเท่านั้น และอาจจะเห็นใจกัมพูชามากขึ้น
ไทยต้องหนักแน่นในจุดยืนของปัญหาที่เป็นเรื่องของสองชาติเท่านั้น และต้องเริ่มเปิดเกมรุกในระดับนานาชาติบ้างแล้ว และหากยังมัวแต่ตั้งรับ ไทยอาจจะสูญเสียทั้งดินแดนและสถานะของประเทศที่รักสงบไปในที่สุด







