posttoday
ญี่ปุ่นกับสหรัฐ

ญี่ปุ่นกับสหรัฐ

06 ตุลาคม 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ในขณะที่อิทธิพลของสหรัฐในอาเซียนลดลง จากการที่ 2 ประเทศสมาชิกที่มีประวัติความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐมายาวนานเริ่มหันข้างให้และหันหน้าไปทางประเทศจีนแทน แต่ในเอเชียตะวันออกอีกหลายประเทศ อิทธิพลของสหรัฐนอกจากจะยังไม่ลดลงแล้ว ยังอาจจะกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

ในแง่มุมหนึ่ง เป็นเรื่องน่าแปลกที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยกับฟิลิปปินส์สามารถก้าวข้ามการมีกองทัพสหรัฐประจำการอยู่ในประเทศ และแสดงความพร้อมที่จะก้าวข้ามความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการต่างประเทศ แต่ประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงกว่าเรามาก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน กลับยังต้องพึ่งพาสหรัฐด้านความมั่นคงมากกว่าเรามาก

ในกรณีของไต้หวัน ความสัมพันธ์กับสหรัฐช่วยให้ชาวไต้หวันเกิดความมั่นใจว่าระบบของไต้หวันจะยังคงอยู่ จีนจะเข้ามายึดครองหรือกดดันไม่ได้โดยง่าย ในทางตรงข้าม รัฐบาลใหม่ของไต้หวันกลับเป็นฝ่ายกดดันจีน โดยการชูธงว่าอาจจะประกาศเอกราช

ในกรณีของเกาหลีใต้ มีแรงกดดันมหาศาลจากการทดลองขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ แม้ว่าในทางเศรษฐกิจ เกาหลีใต้จะพัฒนาไปไกลกว่ามาก แต่ทางด้านการทหาร เกาหลีใต้ยังต้องพึ่งสหรัฐให้ช่วยป้องกันการถูกเกาหลีเหนือโจมตี

สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงมาก เมื่อ 10-20 ปีก่อนเคยได้ชื่อว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของสหรัฐ แต่ทางด้านความมั่นคง มีผู้สรุปไว้อย่างน่าฟังว่า ญี่ปุ่นเป็นเมืองขึ้นทางด้านการทหารของสหรัฐ

คำพูดนี้แม้จะเกินเลยความเป็นจริงไปบ้าง แต่ก็มีเหตุผลสนับสนุนเริ่มจากการที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามโลก ครั้งที่ 2 และถูกกองทัพสหรัฐยึดครอง สหรัฐไม่อยากเห็นญี่ปุ่นกลับมาสร้างกองทัพ และอาจเลยเถิดไปถึงการคิดลบรอยแค้นที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูก จึงช่วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มุ่งฝักใฝ่สันติภาพ กองทัพมีความสามารถในการป้องกันประเทศแบบจำกัด และไร้ความสามารถเชิงรุก โดยกองทัพสหรัฐเป็นผู้แบกรับภาระในการป้องกันประเทศให้

ปัจจุบันสหรัฐยังมีฐานทัพอยู่ในญี่ปุ่นกว่า 20 แห่ง มีทหารประจำการทั้งสิ้นกว่า 5 หมื่นคน เป็นกองกำลังนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก กองกำลังส่วนใหญ่อยู่ในโอกินาวา และพื้นที่ 1 ใน 5 ของเกาะยังอยู่ในความยึดครองของกองทัพสหรัฐ ซึ่งก็มีเหตุผลทางประวัติศาสตร์เช่นกัน กล่าวคือ โอกินาวาเป็นสมรภูมิรบที่รุนแรงและเกิดการสูญเสียมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงคราม สหรัฐจึงยึดครองโอกินาวาต่อเนื่องนานกว่าเกาะอื่นๆ ถึง 20 ปี

ในระยะแรก ชาวโอกินาวาไม่รู้สึกรังเกียจกองทัพสหรัฐมากนัก เพราะโอกินาวามีประวัติศาสตร์ที่ต่างจากส่วนอื่นของญี่ปุ่น เคยเป็นเอกราชและถูกผนวกเป็นดินแดนญี่ปุ่นในภายหลัง หลายคนบอกว่ากองทัพสหรัฐปฏิบัติต่อชาวโอกินาวาดีกว่ากองทัพญี่ปุ่นเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่มีต่อกองทัพสหรัฐเลวร้ายลงเป็นลำดับทุกครั้งที่คนท้องถิ่นถูกทหารสหรัฐก่อคดีอาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีฆ่าข่มขืน ก็จะมีปฏิกิริยารุนแรงเกิดขึ้น ล่าสุดในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งสารภาพว่าได้ฆ่าข่มขืนหญิงญี่ปุ่นวัย 20 ปี คนโอกินาวากว่า 6 หมื่นคน ก็ออกมาเดินขบวนประท้วงเต็มท้องถนน

เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาย้ายฐานทัพจากที่อยู่ในปัจจุบันให้ออกไปไกลแหล่งชุมชนมากขึ้น โดยมีความเห็นแตกต่างระหว่างรัฐบาลกลางในกรุงโตเกียวกับรัฐบาลท้องถิ่นที่อยากให้กองทัพส่วนนี้ถอนตัวออกจากโอกินาวาไปเลย

ประเด็นที่ผมอยากพูดถึงมากเป็นพิเศษในวันนี้ คือข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นว่าด้วยการส่งกองกำลังสหรัฐเข้าไปประจำการในญี่ปุ่น มีข้อหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในสมัย
ล่าอาณานิคม กล่าวคือ เจ้าหน้าที่สหรัฐที่ทำผิด หากทางการญี่ปุ่นเป็นฝ่ายจับกุมให้ขึ้นศาลญี่ปุ่น แต่หากกองทัพสหรัฐเป็นฝ่ายจับกุมให้ขึ้นศาลสหรัฐ ซึ่งทหารสหรัฐเมื่อทำผิดแล้ว ก็มักหนีกลับเข้ากรมกองและเมื่อจวนตัวก็ยอมให้กองทัพควบคุมตัว หรือมิฉะนั้นก็รีบทำเรื่องขอย้ายกลับสหรัฐ เพื่อให้รอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายญี่ปุ่น

ที่จริงข้อตกลงระหว่างกันเป็นเรื่องปกติ เพราะมีประเด็นที่ต้องมีความชัดเจนหลายเรื่อง เช่น การเข้าออกนอกประเทศของเจ้าหน้าที่กองทัพ ภาษีเงินได้ และการจ้างงานคนท้องถิ่น เป็นต้น แต่เรื่องที่มักจะเป็นปัญหามากที่สุดคือเรื่องกระบวนการยุติธรรมหรืออำนาจศาลหลักการทั่วไปคือ ถ้าเป็นความผิดระหว่างบุคลากรในกองทัพด้วยกันเอง หรือเป็นความผิดในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ขึ้นศาลประเทศเจ้าของกองทัพ คดีอื่นๆ ให้ขึ้นศาลประเทศเจ้าบ้าน

ในกรณีของญี่ปุ่น สหรัฐอ้างว่ากฎหมายญี่ปุ่นไม่คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาเท่าที่ควร ตำรวจญี่ปุ่นมักใช้วิธีสอบสวนแบบกึ่งชักจูงกึ่งบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพ ทำให้ถูกตัดสินว่าผิดจริงในภายหลัง

สำหรับคดีฆ่าข่มขืนในโอกินาวากองทัพสหรัฐร้องขอความเห็นใจว่าสถิติการก่ออาชญากรรมของทหารสหรัฐต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการก่ออาชญากรรมระหว่างคนโอกินาวาด้วยกันเองเป็นอันมาก ประเด็นนี้ คนโต้แย้งที่สำคัญไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่เป็นหญิงออสเตรเลียที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นชื่อแคเธอรีน เจน ฟิชเชอร์ ในปี 2002เธอถูกทหารสหรัฐข่มขืนในโอกินาวา คนผิดถูกกองทัพควบคุมตัว ผลการสอบสวนสรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดี เขาถูกส่งตัวกลับสหรัฐ และถูกปลดประจำการอย่างมีเกียรติ ในขณะที่ฟิชเชอร์เดินหน้าฟ้องศาลญี่ปุ่น และศาลตัดสินว่าทหารคนนั้นทำผิด และให้ชดใช้เธอเป็นเงิน 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ

เธอไม่สามารถบังคับคดี เพราะผู้ต้องหาออกนอกประเทศไปแล้ว เธอขอให้รัฐบาลสหรัฐช่วยติดตามตัว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ จึงต้องสืบเสาะด้วยตัวเอง จนในที่สุดทราบว่าคนผิดไปอยู่ที่เมืองมิลวอกกี เธอตามไปฟ้องศาลที่นั่น และในที่สุด หลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 12 ปี ศาลมิลวอกกีก็ตัดสินยืนตามศาลญี่ปุ่น คือให้เธอเป็นฝ่ายชนะ

ฟิชเชอร์ บอกว่า มีหญิงโอกินาวาถูกทหารสหรัฐข่มขืนมากกว่าที่เป็นข่าวมาก เรื่องเงียบ เพราะส่วนใหญ่รู้ว่าร้องขอความเป็นธรรมไปก็ไร้ประโยชน์ เนื่องจากคนในกองทัพปกป้องกันเอง มีกรณีที่เธอเล่าว่านักกฎหมายในกองทัพเองเป็นคนแนะนำให้คนผิดรีบทำเรื่องด่วนขอย้ายกลับสหรัฐเพื่อหนีคดี

ฟิชเชอร์ ยืนยันว่า หากไม่แก้สัญญาก็ไม่มีทางแก้ปัญหาการก่ออาชญากรรมของทหารสหรัฐได้ แต่กองทัพสหรัฐปฏิเสธเสียงแข็งว่าสัญญากับอาชญากรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว การแก้สัญญายังไม่ใช่เรื่องที่มีความสำคัญสูง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโอกินาวาอยู่ไกลตัว อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีปัญหาที่ใหญ่กว่าในปัจจุบัน คือการเผชิญหน้ากับจีน นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ พยายามแก้รัฐธรรมนูญให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถเพิ่มพูนแสนยานุภาพ แต่ก็ถูกประชาชนจำนวนมากต่อต้าน จึงยังหนีไม่พ้นต้องพึ่งสหรัฐเรื่องความมั่นคงต่อไป

เหลือเชื่อไหมครับ ที่ในโลกยุคปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาไปไกลแล้วอย่างญี่ปุ่น ยังต้องยอมตามเงื่อนไขของสหรัฐมากขนาดนี้ ในขณะที่ประเทศจนๆ อย่างเรากับฟิลิปปินส์กลับมีอำนาจต่อรองมากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท