posttoday
ความท้าทายการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ กรณีโครงการตำบลละ 5 ล้าน

ความท้าทายการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ กรณีโครงการตำบลละ 5 ล้าน

06 ตุลาคม 2559

โดย...สุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดย...สุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

คุณถวิล ไพรสณฑ์ ได้กรุณาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อข้อเขียนของผม เรื่อง “ความท้าทายของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ : กรณีโครงการตำบลละ 5 ล้าน” (เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 2 ตอน เมื่อวันที่ 15 และ 18 ส.ค. 2559) ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ก.ย. 2559 คอลัมน์บทความพิเศษ “การเรียกหัวคิวโครงการตำบลละ 5 ล้าน กระทรวงมหาดไทยต้องรับผิดชอบ” ไว้อย่างน่าสนใจ

คุณถวิลได้กล่าวสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเป็นการกระจายงบประมาณลงไปยังกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท อย่างไรก็ตาม ข้อวิพากษ์วิจารณ์สำคัญดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่ “วิธีการที่ผิดพลาด” ในการบรรลุเป้าหมายทางนโยบาย นั่นคือการที่รัฐบาลมอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ รับผิดชอบโครงการนี้แทนที่จะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงในมิติการพัฒนา และด้วยโครงสร้างของ อปท. ที่มีสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะกรรมการชุมชน ทรัพยากรด้านการบริหาร (บุคลากร เครื่องมือ งบประมาณ) หากมีการทำงานร่วมกับนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายแล้วจะทำให้การดำเนินงานเป็นระบบและตรวจสอบได้ง่าย

ข้อตระหนักของคุณถวิลถูกสะท้อนออกมาสองเรื่อง คือ การแสวงหาผลประโยชน์ที่ปรากฏเป็นข่าวในหลายกรณี และความยั่งยืนของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดจะถูกทอดทิ้งให้ชำรุด ทรุดโทรม ไม่มีการพัฒนา เนื่องจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ ไม่มีงบประมาณในการซ่อมบำรุง ปัจจัยทั้งหลายนี้นำไปสู่ข้อสรุปของคุณถวิลที่ว่าการดำเนินโครงการตำบลละ 5 ล้าน ประสบความล้มเหลว

ผมอ่านความเห็นของคุณถวิลด้วยความยินดียิ่ง ในแง่หนึ่งถือเป็น Reflection ต่อข้อเขียนที่เกิดจากประสบการณ์ตรงจากการกำกับกระบวนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในโครงการตำบลละ 5 ล้าน ที่ทำให้ได้รับรู้ถึงความคิดเห็นที่หลากหลายและสร้างสรรค์ อีกแง่หนึ่งถือเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนและขยายความถึงบางประเด็นที่ไม่มีโอกาสได้นำเสนอในบทความที่ผ่านมาเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่

ในข้อเขียนของผมที่ได้เผยแพร่เป็นตอนที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2559 ก็ได้กล่าวถึงปัญหาอันเกิดจาก “กลไกภายในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานที่นำนโยบายไปปฏิบัติ” หนึ่งในประเด็นสำคัญคือปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินที่เกิดจากการดำเนินโครงการตามมาตรการ ซึ่งทำให้เกิดทรัพย์สินที่เป็นของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถถ่ายโอนไปให้หน่วยงาน ได้แก่ สหกรณ์ กลุ่มสหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน อปท. ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร หรือหน่วยงานอื่นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุในเรื่องของนิยามแห่งคำว่า “การจำหน่ายพัสดุ” ที่จำกัดแต่เพียง “พัสดุที่หมดความจำเป็นหรือหากใช้ราชการต่อไปจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก” เท่านั้น

ปัญหาดังกล่าวได้ถูกหยิบยกเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหาแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สิน
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ และนำมาสู่ข้อสรุปว่าให้มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการขอยกเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สามารถจำหน่ายพัสดุโดยการโอนพัสดุที่มีคุณภาพดี และสามารถใช้งานได้ให้กับหน่วยงานอื่นไปยังคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) โดยสำรวจและจัดทำบัญชีรายการทรัพย์สินที่มีความประสงค์จะโอนและหน่วยงานที่จะรับโอนให้ชัดเจนก่อนเสนอ กวพ.

สำหรับกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นที่คุณถวิลชี้ว่าเป็นปัญหาสำคัญของโครงการนั้น รัฐบาลเองมีความตระหนักว่าการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปรากฏในทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุนี้กระทรวงมหาดไทยจึงพยายามอย่างยิ่งในการวางกลไกเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อปิดช่องว่างการทุจริตให้ได้มากที่สุด ทั้งการกำหนดหลักปฏิบัติและเน้นย้ำผ่านการประชุมติดตามงานผ่านระบบ Video Conference ทุกวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ และหนังสือสั่งการอีกนับสิบฉบับให้ขยายพื้นที่การมีส่วนร่วม โดยในระดับหมู่บ้านให้ใช้กลไกคณะกรรมการหมู่บ้านร่วมกันพิจารณาจัดทำกฎกติกา ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาผลผลิตของโครงการให้ยั่งยืน ในระดับตำบลให้กำนันและชุดปฏิบัติการประจำตำบลดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน ให้ทุกหมู่บ้านได้เสนอโครงการที่เป็นประโยชน์สูงสุดและดำเนินโครงการด้วยความเรียบร้อย

ในระดับอำเภอให้ประสานความร่วมมือกับ อปท. หน่วยงานของรัฐ และภาคประชาชนสนับสนุนการดำเนินงาน การบริหารโครงการและการเบิกจ่ายงบประมาณ เช่น การควบคุมงาน ตรวจการจ้าง ตรวจรับพัสดุ เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ส่วนในระดับจังหวัดยังกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้แทนหอการค้า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดร่วมเป็นกรรมการตรวจติดตามโครงการในพื้นที่ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงมหาดไทยยังทำ MOU ร่วมกับ ป.ป.ช. รวมทั้งประสานความร่วมมือ สตง. และ ป.ป.ท. เพื่อติดตามการดำเนินโครงการและเปิดโอกาสให้ลงพื้นที่ตรวจสอบในทุกกระบวนการของโครงการเพื่อความโปร่งใส เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นโครงการที่มีการใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อย และเป็นที่สนใจของประชาชนในวงกว้าง

ส่วนเรื่องการทุจริตที่ได้มีการนำเสนอในสื่อต่างๆ ถึงความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินโครงการนั้น กระทรวงมหาดไทยมิได้ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต หากแต่จำเป็นต้องมีกระบวนการสอบสวนที่
ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบการกระทำผิดจริงย่อมมีการลงโทษอย่างรุนแรงโดยไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิด ทั้งหมดนี้แสดงถึงความตระหนักและพยายามในการดำเนินนโยบายสาธารณะด้วยความมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนในพื้นที่

ผมขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมถึงประเด็นที่คุณถวิลเห็นแย้งว่าเหตุใดรัฐบาลจึงมอบหมายให้ฝ่ายปกครอง (กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ ตามความหมายของคุณถวิล) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการโดยตรง ผมเห็นว่าเนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นที่ต้องการให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เป็นเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย ในมุมมองของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยต้องการที่จะเห็นผลสำเร็จของนโยบาย โดยมุ่งหวังให้เป็นโครงการที่ประชาชนทุกคนมีสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกัน ผ่านหลักการที่ว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางในการคิด ริเริ่ม และพัฒนา โดยมิได้แยกความเป็นท้องที่และท้องถิ่น แต่มุ่งเน้นให้ทำงานร่วมกันเป็นทีม เพราะท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็เป็นประชาชนกลุ่มเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท