
มาตรการรับรองสังคมผู้สูงอายุ
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
มีการพูดกันมานานแล้วเรื่องประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งเมื่อถึงปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจริงๆ ก็มีการพูดถึงกันบ่อยขึ้น ผู้เขียนเคยเสนอในแง่มุมของการวิจัย และพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ว่าการวิจัยพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ควรจะตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย มีการยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตหุ่นยนต์แขนขา ประกบเข้ากับแขนขาจริงของผู้สูงอายุทำให้ยกแขนขาได้คล่องขึ้น
แต่ช่วงนี้เห็นว่า เรื่องนี้มีอาการแผ่วๆ ไป เพราะกำลังพูดกันถึงเรื่องประเทศไทย 4.0 ถึงแม้ว่าประเทศไทย 4.0 จะสามารถครอบคลุมสังคมผู้สูงอายุไว้ด้วย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังดำเนินการกันอยู่ แต่หากไม่คอยเตือนให้สังคมเอาใจใส่ อาจจะลืมๆ กันไปได้
ผู้เขียนจึงขอหยิบยกจากข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่แจ้งการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขว่า ปี 2568 คืออีก 8-9 ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยจะมีผู้สูงอายุถึง 14 ล้านกว่าคน หรือประมาณได้ว่ามีผู้สูงอายุ 1 คน/ประชากร 5 คน แน่นอนว่าเป็นสถานการณ์ที่เป็นผลมาจากการลดภาวะเจริญพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่งของประเทศไทย ประกอบกับมีการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับการตายของประชากร ทำให้จำนวนสัดส่วนประชากรสูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะต้องยอมรับด้วยว่าเป็นภาระที่หนักมากกับประชากรวัยทำงานของไทย โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะในสถานะทางร่างกายหรือการเงิน และขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีคำจำกัดความประชากรผู้สูงอายุว่าเป็นประชากรตั้งแต่วัย 60 ปีขึ้นไป ทั้งที่ปัจจุบันประชากรมีอายุยืนขึ้น หลายคนที่อายุ 60 หรือ 65 ปีขึ้นไปยังสามารถประกอบอาชีพได้ดี (บางประเทศนับประชากรสูงอายุจาก 65 ปีขึ้นไป) ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ควรจะมีการศึกษาวิจัยทางด้านสังคมให้ดีว่า ประเทศไทยควรจะปรับปรุงแก้ไขเรื่องของอายุประชากรว่าควรจะเปลี่ยนเป็นอายุ 65 ปีขึ้นไป จึงถือเป็นผู้สูงอายุไหม ความแตกต่างนี้จะเห็นได้จากความหมายของสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) กล่าวคือ
สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) หมายถึงสังคมที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 10 ขึ้นไป หรือมีประชากร 65 ปีขึ้นไป ที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 7 ขึ้นไป
สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (AgedSociety) หมายถึงประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกันในอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกันในอัตราเท่ากับ หรือมากกว่าร้อยละ 14 ขึ้นไป
เมื่อปักหมุดตรงนี้ให้ชัดเจนแล้วจะได้วางแผนดำเนินการสร้างความมั่นคง ความอบอุ่น และความช่วยเหลือได้ถูกต้องและสอดคล้องกับงบประมาณ
เนื่องจากประเด็นหลักที่ผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับคือ ความคุ้มครองทางสังคมและระบบบำนาญ ซึ่งเรื่องนี้เท่าที่เห็นรัฐบาลน่าจะเข้าใจและพยายามดำเนินการ มีข่าวการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญของเอกชน มีข่าวการโอนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ (รวมถึงข้าราชการบำนาญ) ไปให้เอกชนดำเนินการ ถึงแม้บางเรื่องจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็ตาม ดีไม่ดีผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการบำนาญอาจถูกลิดรอนสิทธิลงไปอีก ที่คิดว่าจะสร้าง
ความมั่นคงให้ผู้สูงอายุจะกลายเป็นความคลอนแคลนไป อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะยังไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้
ในการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายสมาคมชมรมผู้สูงอายุอาเซียน เมื่อเดือน พ.ย. 2558 ก็ได้มีการทบทวนปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยผู้สูงอายุ และในการประชุมดังกล่าวที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกตว่า ปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งต้องยื่นต่อองค์กรผู้สูงอายุอาเซียนขาดประเด็นเรื่องความคุ้มครองทางสังคมและระบบบำนาญ ซึ่งที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของผู้สูงอายุ
ประเด็นต่อไปที่ควรพิจารณาคือ ควรจะกันผู้สูงอายุยังพอทำงานได้แยกออกไปไว้อีกกลุ่มหรือไม่ เพื่อแบ่งเบาภาระงบประมาณและภาระของประชากรวัยทำงาน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ของเรา มีการกำหนดโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุให้กลับเข้าทำงานใหม่ ซึ่งตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า กว่า 70% ของผู้สูงอายุสามารถทำงานเป็นผู้ประกอบการได้เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มา จึงมีโครงการฝึกอบรมผู้สูงอายุในเรื่องการทำบัญชี ทำธุรกิจ การติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน และมีการหาแหล่งเงินทุนให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ประกอบการ เช่น ให้ธนาคารให้กู้ยืมแก่ผู้สูงอายุในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยไม่มีธนาคารใดให้กู้ยืมแก่ผู้สูงอายุที่เป็นลูกหนี้รายย่อย เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ปรึกษาหารือโดยละเอียด เพื่อวางแผนดำเนินการให้ครบวงจรอย่างจริงจัง เนื่องจากมีเวลาเหลืออีกเพียงไม่กี่ปี







