
อังกฤษแบกแรงกดดัน 'เบร็กซิต' แบงก์ผวาผู้ดีเสียตลาดร่วม
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
หลังผ่านมาร่วม 3 เดือน ในที่สุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ก็ได้เปิดเผยรายละเอียดเบื้องต้น โดยเฉพาะช่วงเวลาคร่าวๆ ในการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต โดยตั้งใจจะประกาศใช้มาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อเริ่มกระบวนการเจรจากับทางอียูภายในไตรมาสแรกของปี 2017 ขณะที่อนาคตยังไม่แน่นอนว่าอังกฤษซึ่งจะหลุดพ้นจากความเป็นสมาชิกในอนาคต จะสามารถเข้าถึงตลาดเดียวของอียูได้ต่อไปอีกหรือไม่
ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ปรับตัวลดลงกลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดในรอบ 31 ปี ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับภายหลังผลประชามติของอังกฤษเผยออกมาในปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และความกังวลดังกล่าวยังแพร่กระจายไปยังภาคสถาบันการเงินของอังกฤษ ซึ่งนับเป็นภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และทำให้กระทรวงการคลังของอังกฤษวิ่งวุ่นร่างแผนการเพื่อช่วยเหลือภาคส่วนดังกล่าว
“ซิตี้ ออฟ ลอนดอน” ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน มีลักษณะคล้ายกับถนนวอลสตรีทในนครนิวยอร์กในการเป็นย่านธุรกิจและศูนย์กลางการเงินของอังกฤษ กำลังเสี่ยงที่จะสูญเสีย “บัตรผ่าน” หรือพาสปอร์ตในการเจาะตลาดเข้าไปดำเนินกิจการในอีก 27 ชาติอียู หากอังกฤษสูญเสียการเข้าถึงตลาดร่วมของอียูไป เนื่องจากขนาดของซิตี้ ออฟ ลอนดอน มีผลต่อเศรษฐกิจมาก
สถาบันการเงินสัญชาติอังกฤษมีบัตรผ่านดังกล่าวมากถึง 5,476 แห่ง โดยหากภาคส่วนดังกล่าวได้รับผลกระทบจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจด้วย เนื่องจากภาคการเงินสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากถึงราวปีละ 6.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนในเศรษฐกิจมากถึง 12% และจ้างงานรวมกันราว 1.1 ล้านอัตรา
นอกจากนี้ การสูญเสียบัตรดังกล่าวยังสร้างผลกระทบกับสถาบันการเงินสัญชาติประเทศอียูอื่นอีก 8,008 แห่ง ที่ใช้บัตรผ่านเข้ามาดำเนินการอยู่ในอังกฤษ รวมถึงสถาบันการเงินของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในอังกฤษและได้บัตรผ่านดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจในอียูเช่นกัน
ด้วยความหวั่นเกรงที่จะสูญเสียข้อได้เปรียบจากบัตรผ่านเข้าตลาดเดียว ส่งผลให้ เจ.พี.มอร์แกน วาณิชธนกิจของสหรัฐและยูบีเอส กรุ๊ป ธนาคารจากสวิตเซอร์แลนด์ ออกโรงเตือนว่า หากอังกฤษพลาดที่จะรักษาบัตรผ่านเอาไว้ได้ ก็อาจจำเป็นต้องปลดพนักงานในอังกฤษออก
นอกจากนี้ ภาคธนาคารยังเดินหน้าพูดคุยกับรัฐบาลเพื่อขอให้มีการการันตีว่าจะได้รับการช่วยเหลือ หากเกิดช่องว่างในช่วงเวลาระหว่างหลังอังกฤษจากอียูมาแล้วกับการเจรจาการค้าเสรีใหม่ โดยบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวในกระทรวงการคลังอังกฤษว่า ระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาจำกัดตามที่กำหนดในมาตรา 50 อาจไม่เพียงพอให้อังกฤษและทางสหภาพยุโรปร่างกฎหมายใหม่ได้ทันท่วงที
แหล่งข่าวยังเปิดเผยอีกด้วยว่า กระทรวงการคลังอังกฤษพยายามที่จะร่างพิมพ์เขียวสำหรับการเจรจาเพื่อให้ซิตี้ ออฟ ลอนดอน ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับครั้งที่ยังอยู่ในอียูต่อไป
ด้าน ฟิลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ระบุว่า กรุงลอนดอนจำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อไม่ให้กรุงลอนดอนต้องตามหลังภูมิภาค อื่นๆ ในสหราชอาณาจักร และเพื่อไม่ให้การออกจากสหภาพยุโรปกลายเป็นจุดจบของยุค แต่เป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของอังกฤษ โดยจะใช้ทุกมาตรการทางการคลัง ซึ่งอาจหมายรวมถึงการปรับลดภาษี ควบคู่ไปกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ในการฟื้นความเชื่อมั่น
นอกจากภาคการเงินแล้ว ภาคเอกชนอื่นๆ ยังได้รับผลกระทบจากเบร็กซิตตามไปด้วย โดยแฮมมอนด์ให้สัญญาว่าจะช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ธุรกิจอังกฤษที่ได้รับเงินทุนจากอียูก่อนที่จะเบร็กซิต สอดคล้องกับที่กลุ่มรณรงค์หาเสียงฝ่ายเบร็กซิตให้สัญญาก่อนการประชามติว่า ภาคธุรกิจจะได้รับการสนับสนุนเช่นเคยกับขณะที่ยังอยู่กับอียู รวมถึงแฮมมอนด์ยังคงให้เงินทุน 220 ล้านปอนด์ (ราว 9,680 ล้านบาท) เป็นเงินทุนแก่ภาคเทคโนโลยีอีกด้วย
ในคราวเดียวกัน การจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีทางการคลัง ทำให้ในที่สุดอังกฤษต้องละทิ้งเป้าหมายที่ จอร์จ ออสบอร์น อดีตรัฐมนตรีตั้งไว้ให้บัญชีเดินสะพัดเกินดุลภายในปี 2020 ทิ้งไป แม้แฮมมอนด์จะระบุว่า ในปัจจุบันอังกฤษจะมีการใช้งบประมาณขาดดุลมากอยู่แล้ว และจำเป็นต้องจัดการในภายหลัง
การเปิดเผยแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจของแฮมมอนด์จึงเป็นการบอกเป็นนัยว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากเบร็กซิตนั้นใหญ่และจำเป็นต้องใช้มาตรการการคลังในการช่วยเหลือ
“พวกเราต้องคาดได้ว่าจะเกิดความผันผวนได้ระหว่างที่พวกเรากำลังผ่านกระบวนการเจรจา อาจจะเป็นช่วงเวลา 2 ปี หรือมากกว่านั้น ที่ภาคธุรกิจเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะสุดท้ายระหว่างพวกเราและสหภาพยุโรป” รัฐมนตรีคลังอังกฤษ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ลีโอเนล ลอเรนต์ คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า การเปิดเผยของเมย์เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา สร้างความชัดเจนให้ภาคธนาคารใน 2 ด้าน ได้แก่ การระบุของเมย์ที่จะเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอียูให้กลายเป็นกฎหมายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เอกชนและแรงงาน และระยะเวลาคร่าวๆ ที่เหลืออยู่ของภาคธนาคารก่อนการเบร็กซิต
การเปิดเผยของเมย์ทำให้บรรดาธนาคารได้รู้กรอบระยะเวลาที่แน่นอนมากขึ้น และเผื่อเวลาให้ภาคธนาคารจนถึงปี 2019 ในการเข้าไปตั้งสาขาไว้ในประเทศใดประเทศหนึ่งในอียู เพื่อรักษาบัตรผ่านเข้าสหภาพยุโรปต่อไป ในขณะที่ด้านธนาคารใหญ่ๆ อย่าง เจ.พี.มอร์แกน โกลด์แมน แซคส์ เอชเอสบีซี และเครดิตสวิส มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ และเยอรมนี
เบร็กซิตมาในช่วงเวลาที่สองชาติยักษ์ใหญ่ในอียูอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2017 สร้างความไม่แน่นอนให้แก่การเจรจามากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่อังกฤษจะคาดการณ์ได้ถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต และภาระหนักจึงตกกับขุนคลังและธนาคารกลาง







