
ก๊าซธรรมชาติของไทย ทางเลือกเหลืออยู่ไม่มาก
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญที่สุดในไทย สำคัญกว่าน้ำมัน ซึ่งเคยครองอันดับหนึ่งมาตลอด จนกระทั่ง 7-8 ปีที่แล้ว ที่ก๊าซธรรมชาติวิ่งมาแซงหน้าน้ำมันได้
ประเทศไทยเริ่มผลิตและใช้ก๊าซธรรมชาติมาตั้งแต่ปี 2524 และตลอด 35 ปี เราได้ใช้ก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี จนผลิตได้ไม่พอใช้ ต้องนำเข้า โดยเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเราเริ่มนำเข้าจากพม่าขนส่งผ่านท่อเข้ามา และเท่านั้นไม่พอเมื่อ 5 ปีที่แล้วเราต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นอีกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศกาตาร์ ในตะวันออกกลาง ปัจจุบันก๊าซนำเข้ามีสัดส่วนหนึ่งในสี่ของปริมาณการใช้ก๊าซทั้งหมด
เราใช้ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบัน ก๊าซที่เหลือจากการผลิตไฟฟ้าถูกส่งเข้าโรงแยกก๊าซของ ปตท. เพื่อใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม หรือ LPG และเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้นกำเนิดของการผลิตพลาสติก และวัสดุสังเคราะห์ชนิดต่างๆ ก๊าซธรรมชาติอีกส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ก๊าซส่วนที่เหลือถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ รถโดยสาร และรถบรรทุก หรือที่เรียกกันว่าก๊าซ NGV
เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพราะใช้ทดแทนน้ำมันนำเข้าได้อย่างมาก ทำให้อัตราการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศลดลงจาก 90 เปอร์เซ็นต์ เหลือในปัจจุบันไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดเงินตราต่างประเทศมหาศาล และรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียม
ส่วนดีอีกข้อหนึ่งของการมีก๊าซธรรมชาติที่ผลิตและใช้ในประเทศได้ คือทำให้ไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มมีราคาค่อนข้างต่ำ ทำให้ค่าครองชีพของคนไทยไม่สูงจนเกินไปนัก เพราะก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบและผลิตในประเทศขายได้ในราคาต่ำกว่าน้ำมันนำเข้า
แต่มาถึงวันนี้ สถานการณ์ก๊าซธรรมชาติของไทยกลับกลายเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลสำหรับประเทศ ทั้งที่โลกทุกวันนี้ราคาน้ำมันถูกลงมากเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน และราคาก๊าซธรรมชาติทั่วโลกก็ถูกลงตามไปด้วย แต่ก๊าซธรรมชาติในไทยและในอ่าวไทยดูเหมือนจะมีแนวโน้มการผลิตที่ลดลง
มี 2 ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซในประเทศมีแนวโน้มลดลง ประการแรกคือ การผลิตก๊าซใน 2 แหล่งในอ่าวไทย ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เชฟรอน ในแหล่งผลิตที่เรียกว่าเอราวัณ และบริษัท ปตท.สผ. ในแหล่งผลิตที่เรียกว่าบงกช ทั้งสองแหล่งมีปริมาณการผลิตรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตก๊าซทั้งหมดในประเทศ ทั้งสองแหล่งนี้มีสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุลงในปี พ.ศ. 2565 และ 2566 และเชื่อกันว่าหลังเวลาสิ้นสุดสัมปทานก็ยังมีปริมาณก๊าซและน้ำมันเหลืออยู่พอจะให้ผลิตไปได้อีกประมาณ 10 ปี แต่จำเป็นต้องมีการลงทุนเจาะหลุมสำรวจและผลิตทุกปี ปีละเป็นร้อยๆ หลุม จึงจะสามารถรักษาระดับการผลิตไว้ให้สูงได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อกันว่าผู้รับสัมปทานจะมีแรงจูงใจลงทุนเจาะหลุมพัฒนาในช่วงท้ายของสัมปทานก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าจะได้ประโยชน์จากการผลิตในทั้งสองช่วง
ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับแหล่งผลิตก๊าซทั้งสองแห่งเพื่อทำให้มีการลงทุนและผลิตก๊าซได้ในระดับที่ควรจะเป็นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า น่าเป็นห่วงว่าหากเกิดการผิดพลาดในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานทั้งสองนี้ อาจทำให้การผลิตก๊าซในประเทศลดลงตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
ปัจจัยเสี่ยงที่ 2 คือการเปิดสัมปทานเพื่อสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ คือรอบที่ 21 ที่ล่าช้ามาหลายปีแล้ว เนื่องจากมีฝ่ายที่คัดค้านระบบสัมปทานและเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมให้มีระบบแบ่งปันผลผลิตและระบบจ้างผลิตด้วย ในขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การเปิดประมูลเพื่อสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมมติว่ากฎหมายแก้ไขเสร็จและมีการคัดเลือกผู้ประมูลได้ภายในปีหน้า เราก็คงจะต้องรอไปอีกประมาณ 10 ปี กว่าจะเห็นการผลิตปิโตรเลียมเกิดขึ้นได้จริงจากการประมูลรอบนี้ เพราะโดยปกติบริษัทที่ประมูลได้คงต้องใช้เวลาหลายปีในการสำรวจหาปิโตรเลียม และเมื่อพบแล้วว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อลงทุนพัฒนาแหล่งผลิต ทำไปทำมาในรอบที่ 21 ก็อาจจะไม่พบปิโตรเลียมในปริมาณคุ้มค่าเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในรอบที่ 20 ก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นความเสี่ยงในประเด็นนี้ก็ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ว่าจะมีการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ล่าช้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมีการผลิตค่อนข้างน้อยหรือไม่มีการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งใหม่เลยในที่สุด
หากการผลิตก๊าซในประเทศลดลงในขณะที่ความต้องการใช้ยังสูงอยู่เช่นในปัจจุบัน ทางเลือกเดียวของประเทศก็คือการนำเข้า LNG มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าประเทศจะต้องกลับไปพึ่งพาพลังงานต่างประเทศมากขึ้น และหากราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกสูงขึ้นในอนาคต ก็จะยิ่งทำให้ประเทศไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศมากขึ้นไปด้วย รัฐบาลจะได้รายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมน้อยลง โรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็จะขาดวัตถุดิบสำคัญ กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมก็จะสูญเสียธุรกิจและการจ้างงานไปเป็นจำนวนมากด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องหาข้อยุติเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงทั้งสองนี้อย่างเร่งด่วน







