
หวั่นไทยละเลยชนบท
เว็บไซต์อิโคโนมิสต์ รายงานว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวมากเกินไป เช่น การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ขณะที่ละเลยเป้าหมายระยะสั้นอย่างการฟื้นฟูดีมานด์ภายในประเทศของกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นหรือประชากรในชนบท
เว็บไซต์อิโคโนมิสต์ รายงานว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวมากเกินไป เช่น การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ขณะที่ละเลยเป้าหมายระยะสั้นอย่างการฟื้นฟูดีมานด์ภายในประเทศของกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นหรือประชากรในชนบท
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เริ่มการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เช่น การผ่านกฎหมายการเก็บภาษีมรดก การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจำนวน 56 แห่ง และการพิจารณาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่รวมถึงการสร้างรถไฟ ถนน และสนามบิน มูลค่า 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ดี ความพยายามดังกล่าวยังไม่เพียงพอ เนื่องจากอุตสาหกรรมบริการของไทยเข้าถึงได้ยากมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทั้งสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ ไม่ต้องการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับรัฐบาลทหาร ขณะที่ไทยยังมีคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
นอกจากนี้ รายงานระบุว่า การฟื้นฟูดีมานด์ภายในประเทศเป็นสิ่งจำเป็น โดยอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางแห่งประเทศไทย ด้านการปล่อยสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวเพียง 5% ไตรมาสแรกของปี 2016 และหนี้สาธารณะอยู่ที่ 44% ของจีดีพีปี 2015
ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า การปรับตัวลงของดีมานด์ในประเทศ จะอยู่ที่ 1.4% ของจีดีพี ปี 2016 เนื่องจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยขยายตัวขึ้นเพียง 0.3% ในเดือน ส.ค. ซึ่งชะลอตัวลงเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน
ทั้งนี้ ดีมานด์ภายในประเทศซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในเขตชนบท โดยดีลเลอร์รถยนต์รายหนึ่งใน จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า สภาวะเศรษฐกิจในเขตชนบทย่ำแย่ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 7 ไตรมาส จากการที่ไม่สามารถขายรถยนต์ได้เลยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่เกษตรกรในหลายจังหวัดต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากวิกฤตภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรลดลง
ด้านธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า งบการใช้จ่ายภาครัฐกว่า 70% ในปี 2010 นำไปใช้สำหรับกรุงเทพฯ ซึ่งคิดเป็น 17% ของจำนวนประชากรในประเทศ โดยรัฐบาลไทยมุ่งเพิ่มการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวและจากในเขตเมือง แทนที่จะเพิ่มกำลังซื้อของประชากรในเขตชนบท ขณะที่ปรับลดภาษีให้กับธุรกิจเพียงไม่กี่แห่งและประชาชนบางกลุ่ม







