
ล้มสันติภาพ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากที่คอมมิวนิสต์จีนหันมาเปิดรับตลาดเสรีในระบอบทุนนิยมมากขึ้นเมื่อกว่า 3 ทศวรรษก่อน ดูเหมือนอุดมการณ์การต่อสู้ระหว่างฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวา ฝ่ายสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์-ทุนนิยม และฝ่ายคนจน-คนรวย ก็เริ่มทยอยลดความเข้มข้นลงไปตามกาลเวลา
สปป.ลาวกำลังเดินหน้าประเทศในฐานะแบตเตอรี่แห่งเอเชีย ขณะที่กลุ่มกบฏนิยมลัทธิเหมาในเนปาล หรือเหมาอิสต์ ก็เปลี่ยนจากการสู้รบในป่ามาเป็นสู้ในสภา และเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล (ฝ่ายซ้าย) มาแล้ว ขณะที่กลุ่มฝ่ายซ้ายชื่อดังในเม็กซิโกอย่าง ซาปาติสต้า ก็มีอิทธิพลในเชิงอุดมการณ์การต่อสู้ทั่วโลกมากกว่า
หากจะมองถึงกลุ่มจับอาวุธต่อสู้จริงที่ใหญ่ที่สุดในทุกวันนี้คงเป็นกลุ่มกบฏฟาร์ก ในโคลอมเบีย เพราะเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกจริงราว 6,000-7,000 คน มีเงินทุนจริงและได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มกบฏที่รวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จากการผลิตและค้าโคเคน การจับตัวเรียกค่าไถ่ และการทำธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ ขณะที่พื้นที่ในการควบคุมของฟาร์กตั้งแต่ฐานที่มั่นหลักไปจนถึงเขตอิทธิพลนั้น ยังขยายวงไปหลายเมืองแทบจะทั่วประเทศ
ข่าวการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกลุ่มกบฏฟาร์กและรัฐบาลโคลอมเบีย ที่ประเทศคนกลางอย่างคิวบา เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และมีการลงนามระหว่างประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส กับผู้นำกบฏฟาร์ก ทิโมเลียน จิเมเนส จึงนับเป็นเรื่องใหญ่ที่การต่อสู้กันตลอด 52 ปีที่ผ่านมา อาจจะปิดฉากลงได้ในที่สุด หลังจากที่ผ่านกระบวนการเจรจาสันติภาพกันมาอย่างยาวนานเกือบ 4 ปี
แต่ก็ใช่ว่าการจับมือของรัฐบาลจะหมายถึงเสียงสะท้อนของประชาชนทั้งหมด
เพราะล่าสุด ผลการลงประชามติของชาวโคลอมเบียเพื่อให้การรับรองข้อตกลงนั้นกลับพบว่า เสียงส่วนใหญ่แบบเฉียดฉิว 50.24% ต่อ 49.8% คัดค้านการลงนามสันติภาพครั้งนี้ หรือถือเป็นส่วนต่างที่ชนะไปเพียงไม่ถึง 6.3 หมื่นคน จากผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 13 ล้านคน
สงครามกลางเมืองที่ยาวนานถึง 52 ปี มีผู้เสียชีวิตถึง 2.6 แสนคน แน่นอนว่าในจำนวนคนที่บาดเจ็บล้มตายและครอบครัวของพวกเขา ย่อมเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ระคนกันไปอย่างยากจะอธิบายได้
หลายคนอาจต้องการนับหนึ่งใหม่และเดินไปข้างหน้าเพื่ออนาคตของลูกหลานในประเทศที่ได้ชื่อว่ายากจนที่สุดแห่งหนึ่งและเต็มไปด้วยปัญหายาเสพติด แต่อีกหลายคนก็ไม่อาจทำใจได้กับพวกที่พรากชีวิตคนในครอบครัวของพวกเขาไป
จากการซาวด์เสียงฝ่ายที่คัดค้าน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่ายอมรับไม่ได้ที่รัฐบาลยอมอ่อนข้อให้กับฝ่ายกบฏมากเกินไป เช่น บรรดาแกนนำไม่ต้องถูกจำคุกแถมยังได้ที่นั่งในสภา 10 ที่นั่งในการเลือกตั้ง 2 ครั้งข้างหน้า
แม้จะพ่ายแพ้อย่างเซอร์ไพรส์และน่าผิดหวัง ซึ่งหลายฝ่ายระบุว่า คล้ายกับผลประชามติเบร็กซิตในสหราชอาณาจักร แต่รัฐบาลโคลอมเบียก็ยืนยันจะเดินหน้าเจรจาต่อไป
เพราะสันติภาพแท้จริงในอุดมคติอาจไม่มีทางเกิดขึ้น แต่อย่างน้อยที่สุด การเริ่มต้นไปสู่สันติภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไปสามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ไม่วางมือล้มเลิกไปเสียก่อน







