posttoday
สองวันในสิงคโปร์

สองวันในสิงคโปร์

04 ตุลาคม 2559

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปประเทศสิงคโปร์เพื่อทำธุรกิจเล็กน้อย ทีแรกตั้งใจว่าจะไปเช้าเย็นกลับเหมือนสมัยที่ยังทำงานตอนหนุ่ม แต่มีผู้คัดค้านด้วยความเป็นห่วงว่าไหนๆ ไปแล้ว ค้างคืนที่นั่นสักคืน แล้วค่อยบินกลับจะดีกว่า เพราะอายุก็มากแล้วควรระวังสุขภาพ ผมขัดไม่ได้เลยเปลี่ยนแผนเดินทาง ทั้งๆ ที่ไม่เห็นว่า การนั่งเครื่องบินแค่ชั่วโมงครึ่งจากกรุงเทพฯ ถึงสิงคโปร์จะเหนื่อยกว่าการขี่รถจักรยานรอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิตรงไหน ประกอบกับเคยไปประเทศนี้มาหลายครั้ง ความรู้สึกเลยฝังใจว่าประเทศนี้เล็กนิดเดียวไม่เห็นจะมีอะไรน่าดู น่าชมเป็นพิเศษที่ต้องอยู่ค้างคืน

แต่พอไปถึงสิงคโปร์แล้วถึงรู้ว่าคิดผิด เพราะประเทศนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก จากเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ไปมา ถ้าจะอยู่ดูตึกระฟ้าสวยๆ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 วัน ทั้งๆ ที่การเดินทางไปไหนมาไหนในประเทศนี้ค่อนข้างสะดวก เพราะมีรถไฟใต้ดินบริการหลายสายต่อเชื่อมกันหมดทั้งระบบ ไม่มีการเอาผู้โดยสารไปทิ้งไว้ที่สถานีไหนแล้วให้หาทางไปต่อเอาเอง

สิ่งที่ผมคิดว่ามีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดคือ คนสิงคโปร์ยุคใหม่ที่สุภาพขึ้น มีความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น บางทีทำให้นักท่องเที่ยวอย่างผมหงุดหงิดเล็กๆ อย่างตอนขึ้นรถไฟจากสนามบินเข้าเมือง มีคนแย่งกันลุกให้ผมนั่งหลายคน โชคดีที่มีผู้หญิงถือกระเป๋าพะรุงพะรังมาช่วยกู้หน้านั่งแทน แต่เดี๋ยวก็มีคนอื่นลุกให้นั่งอีก ต้องยอมนั่งเพราะถ้าไม่นั่งเดี๋ยวจะมีผู้หวังดีลุกให้นั่งอีก

ดูเหมือนว่าประเทศนี้มีคนหนุ่มๆ สาวๆ มากกว่าบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่มีคนสูงอายุเกินกว่า 65 ปี มากจนเป็นปกติไม่มีใครลุกให้ใครนั่งบนรถไฟฟ้า ทั้งๆ ที่โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นสุภาพและให้เกียรติผู้สูงอายุ แต่คนสูงอายุญี่ปุ่นจะเหมือนคนสูงอายุไทยอย่างผมคือไม่ยอมรับความจริงว่า แก่อย่างเป็นทางการ จนต้องมีใครลุกจากที่ให้นั่งบนรถไฟฟ้า

สุดท้าย ผมสังเกตว่าคนสิงคโปร์สมัยนี้ รูปร่างดีขึ้น แต่งเนื้อแต่งตัวทันสมัยขึ้นไม่แพ้คนฮ่องกง ซึ่งสมัยก่อนดูดีกว่าคนสิงคโปร์มาก และที่เปรียบเทียบกับคนฮ่องกง เพราะฮ่องกงจัดว่าเป็นคู่แข่งอย่างเป็นทางการของสิงคโปร์ที่จะต้องเชือดเฉือนกันทุกด้านว่าใครเหนือกว่าใคร แต่ดูเหมือนว่าสิงคโปร์ได้พัฒนาตนเองจนสามารถเทียบเคียงคู่แข่งคนสำคัญได้แบบแพ้ชนะกันที่ปลายจมูก

ผมเองเชียร์ฮ่องกง เพราะเริ่มชีวิตการทำงานที่นั่นแต่ดูเหมือนว่าอีกไม่นานคงถูกสิงคโปร์แซง เพราะรัฐบาลสิงคโปร์ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดสำนักงานระดับภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติและสถาบันการเงินให้เข้ามาดำเนินงานในสิงคโปร์จนอาจกลายเป็นศูนย์การเงินและธุรกิจข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียนอกประเทศญี่ปุ่น

สาเหตุที่สิงคโปร์ สามารถแข่งขันกับฮ่องกงได้อย่างสูสีกัน ทั้งๆ ที่ฮ่องกงเคยยิ่งใหญ่กว่ามีหลายสาเหตุ เช่น คุณภาพอากาศของฮ่องกงที่มีมลพิษไม่แพ้กรุงปักกิ่ง หรือ เม็กซิโกซิตี้ จะมีปัญหามลพิษในอากาศ รวมทั้งปัญหาการเมืองหลังจากที่จีนเข้าปกครองแทนอังกฤษ ถึงแม้จีนจะยอมให้ฮ่องกงปกครองตนเองได้ระดับหนึ่ง

นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังสามารถพัฒนาระบบการศึกษาของตนเข้าสู่มาตรฐานโลกในทุกระดับชั้น เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก คนสิงคโปร์สามารถพูดได้หลายภาษาและใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการและธุรกิจ

แต่ที่สำคัญที่สุดในทัศนะของผมคือ ประเทศนี้โชคดีที่มีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศชาติ จนประเทศเล็กๆ แห่งนี้ มีธุรกิจสารพัดชนิด เช่น อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม การท่องเที่ยว ธุรกิจการเงินและการธนาคาร จนกลายเป็นเจ้าอาณานิคมธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ

ผมไม่อยากวิจารณ์ว่า นโยบายของเขาผิดถูกอย่างไร ในมุมมองของประเทศอื่น แต่สำหรับประเทศสิงคโปร์และคนสิงคโปร์แล้ว วิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐบาลของเขาได้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย อยู่ที่ประเทศอื่นจะปรับตัวอย่างไรให้พ้นจากการถูกครอบงำโดยประเทศเล็กๆ พื้นที่ขนาดเกาะภูเก็ตของไทยแห่งนี้

ผมไปถึงสิงคโปร์แค่วันเดียวเผอิญอ่านหนังสือพิมพ์พบว่า เขาเพิ่งลงนามในสัญญาร่วมสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียกับสิงคโปร์ระยะทาง 350 กิโลเมตร โดยนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ กล่าวว่า การสร้างรถไฟความเร็วสูงสายนี้จะเชื่อมเศรษฐกิจและชาวมาเลเซียกับสิงคโปร์เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว โดยหวังว่าวันหนึ่งคนทั่วไปจะมองเส้นทางสายกัวลาลัมเปอร์กับสิงคโปร์เหมือนกับเส้นทางสายลอนดอนและปารีส สายไทเป-เกาชิง หรือสายโตเกียวโอซากา

ตามแผนงานคาดว่ารถไฟสายนี้จะเปิดใช้ในปี 2026 คืออีกประมาณ 10 ปี หลังจากนี้ ทำให้คนสิงคโปร์และมาเลเซียเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ถึงสิงคโปร์ได้ภายใน 90 นาที สามารถเดินทางข้ามประเทศไปประกอบธุรกิจรับประทานอาหารฟังคอนเสิร์ตได้ภายในวันเดียวเหมือนอยู่ประเทศเดียวกัน

ผมอ่านข่าวแล้วพานฝันลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันหนึ่งรถไฟสายนี้จะต่อเชื่อมไปถึงกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย คนมาเลเซียและสิงคโปร์สามารถเข้ามากินอาหารไทย เที่ยวหัวหิน และตั้งสำนักงานในเมืองไทย โดยรถไฟสายนี้ และคนไทยก็สามารถเดินทางข้ามประเทศไทยไปดูความเจริญของประเทศเพื่อนบ้านแทนที่จะต้องไปทัศนศึกษาถึงยุโรปและอเมริกาอย่างที่นิยมกัน เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

ไหนๆ ก็มีแผนการที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงไปหัวหินแล้ว น่าจะมีใครลองรีบไปหารือกับรัฐบาลสิงคโปร์และมาเลเซียขอเชื่อมเส้นทางกับเขาบ้างน่าจะคุ้มทุนและมีประโยชน์กว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงสายสั้นๆ ในประเทศ เอาว่าที่ว่ามาเป็นแค่ความฝันเพราะจนถึงวันนี้ยังไม่ทราบว่าจะสร้างรถไฟความเร็วสูงกี่สายกันแน่ ของเขามีแค่สายเดียวและจะเริ่มลงมือสร้างแล้ว ส่วนของเรามีหลายสายก็ต้องวางแผนกันนานหน่อยไม่ว่ากันครับ

ก่อนจะจบต้องพูดตรงๆ ว่า คนสิงคโปร์นั้นทำอะไรน่ามหัศจรรย์ให้เห็นเป็นรูปธรรมหลายอย่าง เพราะหลังจากกลับจากสิงคโปร์ผมเปิดโทรทัศน์ดู DISCOVERY CHANNEL พูดถึงการสร้างเทอร์มินัลที่ 3 ที่ท่าอากาศยานซึ่งที่ว่าต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงมากจัดว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่น่าทึ่งยุคใหม่แห่งหนึ่งของโลก แต่ความจริงตอนนี้เขาสร้างเทอร์มินัลที่ 4 เสร็จเรียบร้อยแล้วใหญ่กว่าเทอร์มินัลที่ 3 และกำลังจะถมทะเลสร้างเทอร์มินัลที่ 5 ให้เสร็จในอีก 4 ปีข้างหน้า แสดงว่าสื่อระดับโลก ยังตามหลังโครงการที่ท่าอากาศยานของเขาไม่ทัน เพราะสิ่งดี หรือคนสิงคโปร์เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่เสียเวลาพูดมาก

แต่ที่ทำให้ผมหงุดหงิดมาก คือเพื่อนสิงคโปร์บอกผมว่า ที่สิงคโปร์ต้องรีบสร้างเทอร์มินัลใหม่และปรับปรุงท่าอากาศยานให้ทันสมัยยิ่งขึ้นทั้งๆ ที่เป็นท่าอากาศยานชั้นนำของโลกอยู่แล้ว เพราะเขาต้องแข่งขันกับท่าอากาศในภูมิภาคนี้ เช่น สนามบินเซปังของมาเลเซีย และสนามบินอินชอนในเกาหลีใต้ เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคนี้

ผมถามว่าเขาลืมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผมหรือเปล่า เขาบอกว่าเปล่าไม่ได้ลืมแต่เราไม่ได้เป็นคู่แข่งกันครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท