posttoday
สศช.ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้7.5%

สศช.ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้7.5%

24 สิงหาคม 2553

สภาพัฒน์เผยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจโต 10.6% กระโดดสูงสุดในรอบ 15 ปี

สภาพัฒน์เผยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจโต 10.6% กระโดดสูงสุดในรอบ 15 ปี

 

สศช.ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้7.5%

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2553 เพิ่มเป็น 7-7.5% จากเดิม 3.5-4.5% หลังจากไตรมาส 2 ปี 2553 เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 9.1% เป็นการขยายตัวบวกได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาส 6 และต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 1-2% ส่งผลให้ครึ่งปีแรกขยายตัวสูงถึง 10.6% ต่อปี สูงที่สุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

ภาคการส่งออกยังคงเป็นพระเอกในไตรมาส 2 เพราะมูลค่าส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐขยายตัวได้ถึง 41.8% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 32% สินค้าหลักๆ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และอัญมณี

นายอำพน กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องสร้างบรรยากาศการลงทุนให้ต่อเนื่องให้เหมือนกับช่วงไตรมาส 1-2 ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการบริโภคและใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวได้ 6.5% ในไตรมาส 2 จะต้องจับตาต่อไป เพราะสองส่วนนี้จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างฐานจีดีพีของไทยให้ขยายตัวอย่างมั่นคง

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2553 ขยายตัวได้ 9.1% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และการปรับตัวของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปในเรื่องการทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีประชาชนได้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน โดยรัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น
สำหรับการขยายตัวเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาดว่าจะขยายตัวได้น้อยกว่าในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ถึง 10%

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ส.ค. จะเสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงินรวม 1.29 ล้านล้านบาท ลดลง 4.15 แสนล้านบาท จากปีงบประมาณ 2553 โดยเป็นการก่อหนี้ใหม่ 6.07 แสนล้านบาท ลดลงจาก 9.24 แสนล้านบาท ในปีงบ 2553 แยกเป็นของรัฐกู้ 5.42 แสนล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 6.47 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรายรับรัฐบาลดีขึ้นและความจำเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง

ทั้งนี้ คาดว่า ณ สิ้นปี 2554 หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 43.8% ต่อจีดีพี และภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ 10.1% ของงบประมาณรายจ่าย อยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังที่หนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพี และภาระต่องบประมาณไม่เกิน 15%

โครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่จะต้องกู้เงินซึ่งต้องขออนุมัติจาก ครม.นั้น จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นตัวหลักด้วย เนื่องจากที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจมักขอวงเงินไว้สูง แต่กู้ลงทุนได้จริงแค่ 50%

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้เสนอให้ ครม.พิจารณาการปรับแผนบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2553 ครั้งที่ 5 ซึ่งจะทำให้หนี้ลดอีก 1.92 หมื่นล้านบาท จากการนำเงินคงคลังคืนหนี้ก่อนกำหนด 4.2 หมื่นล้านบาทและการกู้ต่างประเทศเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้ต่อ วงเงิน 2.27 หมื่นล้านบาทข่าววันที่ 23 ส.ค. / ปุ้ม

โพสต์ทูเดย์ เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ชำแหละช่องว่างนโยบาบยรัฐบาล ชี้ล้าหลัง ยังขาดสมดุล แนะแก้ปัญหายั่งยืน หวั่นแก้

นอกระบบ สร้างวงจรหมุนหนี้

นางปัทมาวดี ซูซูกิ คณะบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัมธรรมศาสตร์ แถลงข่าวกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล หรือ Policy Watch เรื่อง " ช่องว่างนโยบายและการติดตามการปฎิรูปประเทศไทย " ว่า ปัญหาช่องว่างเกิดจาก รัฐก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง เช่น รัฐไม่สามารถออกกฎหมายรองรับความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญได้ อาทิ เรื่องป่าชุมชน

กฎหมายสิ่งแวดล้อม , ความขัดแย้งทางนโยบาย เช่น การลดพื้นที่ปลูกข้าว แต่ทำโครงการประกันราคาข้าว , ไม่มีข้อมูล

ทำให้สมมติฐานในการแก้ปัญหาผิดพลาด ขาดการเชื่อมโยงปัญหา สร้างนโยบายแยกส่วน เช่นการแก้หนี้สินกับเรื่องการออม และยังมีการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่เกิดจากช่องว่างในการดำเนินนโยบาย

ขณะที่มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะ ที่ระดับ 50 % ถือว่าเป็นระดับที่ควบคุมได้หากรัฐระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย และปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และทรัพย์สินในระดับสูง

ทั้งนี้ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาช่องว่างด้านต่าง ๆ ได้แก่ ช่องว่างด้านสวัสดิการ เสนอให้รัฐรณรงค์เรื่องการออมและการลงทุนในระยะยาว รวมถึงเรื่องการสร้างหลักประกันในยามเกษียณ เพื่อลดภาระงบประมาณในอนาคต โดยเห็นว่า โครงการแก้หนี้นอกระบบ ที่ออกโครงการ บัตรลดหนี้ วินัยดี มีวงเงิน แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ยังไม่แก้ปัญหาแบบไม่ยั่งยืน เพราะไม่มีการสนับสนุนให้คนออมเงินควบคู่ไปกับการแก้หนี้ด้วย เพราะผลจากการวิจัยเรื่องกองทุนหมู่บ้านที่ผ่านมา ที่มีการใช้หลักการเดียวกันกับโครงการนี้คือจ่ายหนี้ตรงเวลาแล้วมีโอกาสได้กู้เงินเพิ่มนั้น สิ่งที่พบคือ ชาวบ้าน จะมีการหมุนหนี้ กล่าวคือ จะไปกู้หนี้จากที่อื่นเพื่อมาใช้หนี้ส่วนนี้ โดยเฉพาะโครงการบัตรลดหนี้ หรือ แก้หนี้นอกระบบครั้งนี้ คิดดอกเบี้ยต่ำเพียง 1 % จึงเป็นไปได้ที่ชาวบ้านจะไปกู้เงินจากที่อื่นมาใช้หนี้รัฐ เพราะมีดอกเบี้ยกว่า

" คำว่า วินัยดี รัฐบาลตีความว่า มีการจ่ายหนี้ตรงเวลา จริงๆ แล้ววินัยดี ต้องมีการออมที่ดีด้วย เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหา การหมุนหนี้ จึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมเรื่องการออม และพัฒนาสถาบันการเงินระดับชุมชนที่มีอยู่เช่น กองทุนหมู่บ้าน เพื่อนำมาจัดการกับปัญหาหนี้ของประชาชน เพราะจะสามารถควบคุมพฤติกรรมเรื่องการเป็นหนี้ได้ดีกว่า " นางปัทมาวดีกล่าว

นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ปัญหาด้านการศึกษา เป็นกรณีเร่งด่วน เพราะการศึกษาถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาคน โดยเสนอให้ลดระยะเวลาในโครงการเรียนฟรี 15 ปีลง แล้วเอางบประมาณมาพัฒนาเรื่องบุคลากรทางด้านการศึกษาเช่น ครู และสื่อการสอนให้มีประสิทธิภาพ

ขณะที่การแก้ปัญหาด้านการคลัง เสนอให้ เพิ่มรายได้จากภาษี 1 - 2 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี โดยการเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก และภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อให้รัฐบาลมีและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น และการปรับลดรายจ่ายประจำและรายจ่ายผูกผันระยะยาว การจัดเรียงโครงการลงทุนอย่างเป็นระบบ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐและรัฐวิสาหกิจ

สำหรับด้านอุตสาหกรรม เสนอแนะให้ สร้างสถาบันเฉพาะทาง เพื่อเชื่อมโยงการผลิต การวิจัย และพัฒนาการตลาด ทำให้เป็นนโยบายอุตสาหกรรที่ยั่งยืน มากกว่าการพยายามให้เอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินเพียงอย่างเดียว และเสนอให้ สภพัฒน์ ทำคู่มือในการประเมินโครงการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ปลายทาง และกระจายอำนาจการกำกับดูแลโรงงานให้ อปท.

ด้านภาคเกษตร เสนอแนะให้ ลดการแทรกแซงสินค้าเกษตร ผ่านนโยบายของรัฐบาลเช่น การทำโครงการประกันรายได้ เพราะจะทำให้เกิดการผลิตที่มากเกินไป ส่งผลต่อการกดราคาสินค้าในตลาด ซึ่งหลายประเทศกำลังพยายามออกจากวงจรนี้ และควรหันมาช่วยเหลือเกษตรกรตามกติกา เช่นเรื่องของการพัฒนาและวิจัยเรื่องน้ำ จะเหมาะสมกว่า

" การทำโครงการแทรกแซงราคายาวๆ จะเกิดผลเสีย เพราะคนที่รู้กระบวนการก็จะรู้ช่องว่างใรการทุจริต และรัฐบาล ควรสร้างสมดุลระหว่างการดูแลราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในขณะที่นโยบายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นด้วย " นางปัทมาวดีกล่าว

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี