
บทเรียน ’เยน’ ต่อ ’หยวน’ โค่นดอลลาร์งานโหดหิน
ค่าเงินหยวนของจีนเข้าร่วมตะกร้าค่าเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ค่าเงินหยวนของจีนเข้าร่วมตะกร้าค่าเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือเอสดีอาร์ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่เพิ่งผ่านมา โดยนับเป็นครั้งแรกที่ไอเอ็มเอฟรับสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่เข้ามาร่วมนับตั้งแต่ก่อตั้งตะกร้าค่าเงิน และเป็นการเพิ่มสกุลเงินเข้าตะกร้าเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ใส่ค่าเงินยูโรในปี 1999 ซึ่งนับเป็นหลักไมล์ความสำเร็จของจีนในการได้รับการยอมรับจากนานาชาติและตะวันตก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และตลาดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ค่าเงินหยวนยังคงอีกไกลกว่าจะคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งของโลกไปได้ ซึ่งจำเป็นต้องก้าวผ่านค่าเงินเหรียญสหรัฐไปให้ได้ก่อน โดยจีนจำเป็นต้องปฏิรูปเปิดกว้างมากกว่านี้ หากต้องการการยอมรับในฐานะเงินทุนสำรองที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีจริง ควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงวงจรฟองสบู่แตกอย่างที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ
ในปีนี้จีนประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ซึ่งเน้นย้ำการปฏิรูปเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากการเน้นการผลิตเป็นภาคการบริการ โดย หวันต๋า เซง ซองฮวา อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ มองว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจดำเนินไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ซึ่งจะเป็นบททดสอบคำสัญญาในการปล่อยเสรีค่าเงินหยวน
จีนมีความพยายามเปิดกว้างและแผ่อิทธิพลทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายเวลาซื้อขายหยวนออนชอร์ในวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา หรือการออกพันธบัตรในตลาดลอนดอนเป็นตลาดออฟชอร์ครั้งแรก นอกเหนือจากฮ่องกงเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ในขณะที่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ยังเป็นสถาบันแรกที่จะออกหุ้นกู้เอสดีอาร์ในสกุลเงินหยวน
หยวนไม่ใช่ค่าเงินเดียวที่ต้องการก้าวเข้าสู่ระดับโลก โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานว่า ค่าเงินเยนก็เคยพยายามที่ขึ้นเป็นคู่แข่งค่าเงินเหรียญสหรัฐมาก่อน และค่าเงินเยนก็ให้บทเรียนยิ่งใหญ่แก่ค่าเงินหยวนในเรื่องการเปิดกว้าง แต่ไม่อาจรับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามามากจนเกิดฟองสบู่ได้
การผลักดันค่าเงินเยนเข้าสู่ระดับโลก เริ่มต้นมาจากความพยายามของสหรัฐที่ต้องการผลักดันเยนสู่ระดับโลกเพื่อให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นละลดการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น โดยค่าเงินเยนมีการปล่อยเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นเดียวกับหยวน โดยญี่ปุ่นตรึงค่าเงินไว้ที่ 360 เยน/เหรียญสหรัฐ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหันมาใช้กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินในปี 1959 ซึ่งทำให้เยนเคลื่อนไหวอย่างเสรีมากขึ้น ก่อนปลดล็อกให้เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างเสรีทั้งหมดในปี 1998
ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเปิดประตูเศรษฐกิจและค่าเงินเยนมีสัดส่วนเป็นทุนสำรองทั่วโลกเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 8.5% ในปี 1991 ระหว่างนั้นเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าตลาดญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดฟองสบู่แตกในปี 1986 ซึ่งทำให้เงินทุนไหลออกอย่างมหาศาล และทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเงินฝืดมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
“เหตุผลหลักคือเป็นไม่ได้ที่จะเป็นเงินทุนสำรองหลักเหมือนเหรียญสหรัฐและยูโร จนกว่าคุณจะพร้อมสร้างเสถียรภาพในระดับสูงต่อการเปิดกว้างตลาดทุนในช่วงเวลาระยะยาว” อาร์เธอร์ โครเบอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการจัดการจาก กาเวคัล ดราโกโนมิกส์ บริษัทวิจัยใน
กรุงปักกิ่ง กล่าว
เงินทุนไหลออกนับเป็นเรื่องปวดหัวของจีนอย่างที่เห็นได้ชัด โดยหลังเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2015 ของจีนออกมาโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี และการส่งออกหดตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินไหลออกจากจีนในปี 2015 ไปทั้งหมด 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24 ล้านล้านบาท) และส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง ซึ่งตามมาด้วยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนที่ร่วงลงถึง 1.08 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ในเดือน ธ.ค. 2015
ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญในการก้าวขึ้นสู่การเป็นค่าเงินสำรองเหนือเหรียญสหรัฐ โดยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินซึ่งมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ
“การปฏิรูปตลาดทุนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของจีน และสิ่งที่ต้องทำคือพัฒนาระบบการเงินให้มีประสิทธิภาพเข้มแข็ง รวมถึงมีการควบคุมและกำกับดูแลอย่างดีในระบบธนาคารและตลาดทุน” วันดา เจิง ซังฮวา กล่าวและระบุว่า การเปิดกว้างเสรีอัตราแลกเปลี่ยนตามการเคลื่อนไหวของตลาดก็นับมีความสำคัญไม่แพ้กัน
ค่าเงินหยวนยังนับว่าตามหลังค่าเงินเหรียญสหรัฐอยู่มากในระดับนานาชาติ โดยในระดับการค้าระหว่างประเทศ ค่าเงินหยวนคิดเป็นสัดส่วนที่ 3.9% ของการค้าทั่วโลก เมื่อเทียบกับยูโรที่ 7.2% และเหรียญสหรัฐที่ 85.6% รวมถึงจากการศึกษาของ เดเนียล แมโดเวลล์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ ซึ่งศึกษาการเงินระหว่างประเทศ ระบุว่า พันธบัตรมีความสำคัญในการช่วยให้ค่าเงินขึ้นเป็นระดับโลกด้วย
จากข้อมูลของธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ระบุว่า ธุรกรรมพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 42.1% ของโลก ตามมาด้วยยูโรที่ 37.1% และอังกฤษที่ 11.6% ขณะที่ค่าเงินเยนเองก็ยังอยู่ที่ราว 10% ของโลกเท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าเงินหยวนที่ตามหลังอยู่ไกลๆ ราว 1.4%
เศรษฐกิจจีนนับมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น จึงมีโอกาสที่หยวนจะมีศักยภาพที่จะกลายเป็นค่าเงินหลักระดับโลกได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจีนจะสามารถหลีกเลี่ยงวงจรฟองสบู่แตกอย่างที่ญี่ปุ่นเผชิญได้หรือไม่







