
สั่งสนองนโยบาย แบงก์รัฐส่อหนี้เสียเพิ่ม
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 รัฐบาลพยายามเร่งเรื่องการกระตุ้น เศรษฐกิจฐานราก หลังพบว่าภาวะเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมาฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการเพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าของคนชั้นฐานราก ทั้งเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย พ่อค้า แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ และการแก้หนี้นอกระบบ ประกอบกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล (แบงก์รัฐ) สะท้อนถึงปัญหารายได้และหนี้สินของคนระดับฐานราก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เฝ้าจับตาหนี้เอ็นพีแอลแบงก์รัฐ เพราะเกรงว่าจะเพิ่มสูงขึ้น
ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานว่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แบงก์รัฐมีมูลค่าหนี้ที่ผิดนัดชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน อยู่ที่ 1.76 แสนล้านบาท เพิ่มจากสิ้นปีก่อนราว 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบอยู่ที่ 4.78 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังมีลูกหนี้ที่รอการชดใช้จากโครงการของรัฐบาลกว่า 2.11 แสนล้านบาท
แต่เอ็นพีแอลของแบงก์รัฐขณะนี้ยังเป็นไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลูกค้าต้องรอฤดูเก็บเกี่ยวจึงจะมีรายได้จากพืชผลมาชำระหนี้คืน
ท่ามกลางปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ซ้ำด้วยภัยแล้ง น้ำท่วม ที่กระทบรายได้คนฐานราก ทำให้รัฐบาล โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณให้แบงก์รัฐต้องออกมาตรการช่วยเหลือ ด้วยการให้นโยบาย หรือสั่งการให้แบงก์รัฐปรับวิสัยทัศน์ใหม่ ให้เข้ายุค 4.0 คือทำงานในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และเน้นทำประโยชน์เพื่อลูกค้า
และเป็นที่มาของแพ็กเกจมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมาโดยให้ ธ.ก.ส.ออกโครงการช่วยเกษตรกรรายย่อยกว่า 3-4 ล้านคน เช่น มาตรการเพิ่มรายได้ โดยจะโอนเงินให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 2.85 ล้านราย ที่มาลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยการโอนเงินสดเข้าบัญชี 3,000 บาท/ราย ถ้าเกษตรกรรายนั้นมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี แต่ถ้ามีรายได้มากกว่า 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท จะได้เงิน 1,500 บาท
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการตัดหนี้สูญ ลดเงินต้น และดอกเบี้ย ให้เกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว รายไหนเสียชีวิตให้ตัดเป็นหนี้สูญได้ หรือรายไหนที่มีทายาทมาสืบทอดการทำการเกษตรได้จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้พิเศษ นำเงินต้น 50% มาปรับโครงสร้างหนี้5 ปี พักชำระต้นเงิน 2 ปีแรก
ผลจากมาตรการทั้งหมดนี้ทำให้ดอกเบี้ยรับของ ธ.ก.ส.หายไป 1 หมื่นล้านบาททันที และยังมีโครงการชำระดีมีคืนแก่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ในอัตรา 30% ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ จากที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ครม.มีมติให้ ธ.ก.ส.ออกมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากวงเงิน 9.3 หมื่นล้านบาท เพื่อทำโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินของเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในปี 2558/2559 อีก 6,000 ล้านบาท และโครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤติภัยแล้ง
ด้านธนาคารออมสิน ก่อนหน้านี้ออกสินเชื่อโครงการบ้านประชารัฐสินเชื่อประชารัฐ ปล่อยกู้รายย่อย พ่อค้า แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ สินเชื่อสตาร์ทอัพ ช่วยเอสเอ็มอี และเตรียมออกสินเชื่อแก้หนี้นอกระบบ
ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เตรียมออกสินเชื่อลูกกตัญญู มีการลดดอกเบี้ยพิเศษ และคืนเงินต้นให้ล้านละ 1 หมื่นบาท สำหรับลูกค้าที่มีวินัยผ่อนค่างวดตรงเวลาติดต่อกัน 3 ปี ยังมีโครงการบ้านผู้สูงอายุ บ้านผู้มีรายได้น้อย โครงการสินเชื่อบ้านประชารัฐ สินเชื่อสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งแต่ละโครงการล้วนเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เร่งปล่อยกู้รายย่อยมีวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยให้เน้นไปทำเรื่องสตาร์ทอัพ และนวัตกรรม คาดว่าทั้งปีปล่อยกู้ได้ 3.5 หมื่นล้านบาท แม้เอสเอ็มอีแบงก์จะประเมินว่าเงินกู้ที่ปล่อยใหม่มีหนี้เสียน้อยไม่ถึง 5% แต่ยังวางใจไม่ได้ เพราะค่าเฉลี่ยของการปล่อยกู้กลุ่มสตาร์ทอัพ และนวัตกรรม เป็นกลุ่มมีความเสี่ยง
ซึ่งยังต้องให้เวลาพิสูจน์ว่าลูกหนี้กลุ่มนี้จะกลายเป็นหนี้เสียอีกเท่าไรในระยะยาว
ด้านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เร่งออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ส่งออกรายย่อย รวมถึงการประกันความเสี่ยงการส่งออก คิดค่าธรรมเนียมต่ำ
จะเห็นว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของแบงก์รัฐที่ถูกสั่งให้ผ่อนปรนเรื่องหลักประกัน และคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เพราะไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร และต้องการให้กลุ่มเป้าหมาย คือผู้ที่มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้มีอาชีพอิสระ เอสเอ็มอีหน้าใหม่ สตาร์ทอัพ ที่มีความเสี่ยงมากกว่าลูกค้าปกติ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าปกติ แม้จะเป็นนโยบายที่ดี เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อ แต่ต้องจับตาว่าลูกหนี้กลุ่มนี้จะมีความสามารถในการผ่อนชำระมากน้อยแค่ไหน และผลจากมาตรการเหล่านี้จะยิ่งเร่งให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงในคนฐานรากในอนาคตหรือไม่
มาตรการที่สั่งให้แบงก์รัฐทำในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ประเมินผลหรือไม่ว่าได้ผลมากน้อยเพียงไร เพราะมีหลายโครงการที่ออกมาซ้ำๆ เหมือนเหล้าในขวดใหม่ เช่น โครงการแก้หนี้นอกระบบที่ทำกันทุกรัฐบาล กระทรวงการคลังยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้สั่งออกโครงการใหม่ ทั้งๆ ที่ของเก่ายังไม่ปิดโครงการ
การเปิดเผยข้อมูลผลของมาตรการต่างๆ ให้สาธารณชนได้รับทราบจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อสร้างความโปร่งใส เพราะหากเกิดหนี้เสียขึ้น จะทำให้สาธารณชนได้เห็นว่ามาจากโครงการใด รัฐบาลสมัยใด เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อๆ ไปใช้เป็นบทเรียนในการออกแบบมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น โดยไม่เป็นภาระหนี้เสียของแบงก์รัฐ
อาจจะดูน่าเป็นห่วงมากขึ้น หากรัฐบาลไม่มีการแยกบัญชีผลประกอบการดำเนินงานตามนโยบายรัฐออกมา อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลยังคงใช้แบงก์รัฐเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานเช่นนี้ สุดท้ายหากแบงก์รัฐเสียหายก็ต้องควักเงินงบประมาณมาชดเชยให้ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม







