posttoday
ประสบการณ์เฉียดตายคือสารเคมีล้วนๆ

ประสบการณ์เฉียดตายคือสารเคมีล้วนๆ

02 ตุลาคม 2559

แสงเจิดจ้าและอุโมงค์มืด นักวิทยาศาสตร์ยังคงตั้งข้อสงสัยกับประสบการณ์เฉียดตายเหล่านี้ แต่งานวิจัยใหม่ชี้ว่า

แสงเจิดจ้าและอุโมงค์มืด นักวิทยาศาสตร์ยังคงตั้งข้อสงสัยกับประสบการณ์เฉียดตายเหล่านี้ แต่งานวิจัยใหม่ชี้ว่า ประสบการณ์พวกนั้นอธิบายได้จากการปล่อยสารสื่อประสาทมหาศาลเข้าไปในสมองในช่วงวินาทีสุดท้าย

โรเบิร์ต สเปตซ์เลอร์ ศัลยแพทย์สมองกำลังจะเริ่มการผ่าตัดซับซ้อน แต่เขาไม่สามารถให้ยาสลบแก่ แพม เรย์โนลด์ คนไข้วัย 35 ปีได้ด้วยวิธีตามปกติ เขาทำให้ร่างกายของเธอมีอุณหภูมิลดลงเหลือ 16 องศาเซลเซียส หัวใจของเธอจึงหยุดเต้น สมองไม่รับออกซิเจนจากเลือดอีกต่อไป และไม่นานนัก เส้นกราฟก็แสดงให้เห็นว่าเธอตายในทางการแพทย์แล้ว ศัลยแพทย์ผ่าตัดลงมือผ่าตัดต่อไป จากนั้นก็ค่อยๆ ให้ความร้อนแก่ร่างกายของเธอ ทุกอย่างเป็นไปตามตำรา แต่เมื่อเรย์โนลด์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ศัลยแพทย์ก็ต้องตกใจ

เรื่องก็คือ เรย์โนลด์ มีสติและรับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการผ่าตัด เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง เธอย้อนเล่าถึงเสียงเลื่อยตัดผ่านกะโหลกศีรษะ และเล่าให้ฟังว่าเธอล่องลอยออกจากร่างของตัวเองทางศีรษะ แล้วขึ้นไปลอยอยู่บนเพดาน เธอจึงเห็นการผ่าตัดของตัวเอง เรย์โนลด์ได้ยิน ดร.สเปตซ์เลอร์ อุทานเรื่องที่ว่าเส้นเลือดของเธอเล็กผิดปกติ และบรรยายในรายละเอียดได้ถึงอุปกรณ์ที่แพทย์ใช้ในช่วงการผ่าตัดนาน 7 ชั่วโมง สิ่งที่เธอเห็นนั้นชัดเจนในทุกรายละเอียด

การผ่าตัด แพม เรย์โนลด์ เกิดขึ้นในปี 1991 ที่โรงพยาบาลในฟินิกซ์ รัฐแอริโซนา เธอเป็นหนึ่งในกรณีคนมีประสบการณ์เฉียดตายที่มีการบันทึกรายละเอียดเอาไว้อย่างดีที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ได้แต่สงสัยว่า ปรากฏการณ์นี้คือจินตนาการล้วนๆ จนเมื่อไม่กี่ปีนี้เองที่นักวิทยาศาสตร์พบรูปแบบการปล่อยสารสื่อประสาทชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงอธิบายประสบการณ์เฉียดตายเช่นนี้ได้เท่านั้น แต่ยังบอกได้ถึงฉากที่เกิดขึ้นกับหลายคน เช่น อุโมงค์แสงลึกลับ ดินแดนหลากสีสัน และประสบการณ์ออกนอกร่าง ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

อธิบายการเห็นภาพแจ่มชัด

ประสบการณ์เฉียดตายเป็นประสบการณ์ทางจิตที่เข้มข้นและดูลึกลับ เกิดขึ้นกับคนที่เฉียดความตายเวลาได้รับอันตรายไม่ว่าจะทางกายหรือทางจิต ปรากฏการณ์นี้พบมากในผู้ป่วยที่รอดมาได้จากอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งทำให้ตายในทางการแพทย์ สมองไม่มีออกซิเจนนานหลายนาที ผู้ป่วยเหล่านี้ราวร้อยละ 10 จะเล่าถึงประสบการณ์หลังความตายแบบเดียวกับ แพม เรย์โนลด์ ซึ่งเป็นประเภทที่เห็นภาพต่างๆ แจ่มชัด และเก็บรายละเอียดของเหตุการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม

ในปี 2015 จิโม บอร์จิกิน นักประสาทวิทยาค้นพบว่า ทำไมประสบการณ์เฉียดตายถึงทำให้ประสาทสัมผัสทั้งหลายแหลมคมขึ้น เขากระตุ้นหนูให้เกิดสภาวะแบบเดียวกัน โดยการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ฆ่ามัน สัตว์ฟันแทะขนาดเล็กเหล่านี้ย่อมไม่สามารถเล่าประสบการณ์หลังความตายให้ฟังได้ แต่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยของอเมริกาคนนี้ใช้ท่อบางๆ สอดเข้าไปในสมองของสัตว์ เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในสมอง

การทดลองแสดงให้เห็นว่า เมื่ออยู่ที่เส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความตาย สมองจะหลั่งนอร์อะดรีนาลิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งออกมาในอัตราต่างๆ กัน ในสมองกลีบหน้าพบว่ามีปริมาณมากกว่าปกติ 30 เท่า ซึ่งในบริเวณนี้สารสื่อประสาทจะควบคุมสำนึก ความสนใจและความตื่นตัวของเรา ถ้ามีสารดังกล่าวในปริมาณมากก็อาจอธิบายได้ว่า ทำไมผู้ป่วยที่ใกล้ตายถึงมักมีประสบ การณ์ที่แจ่มชัดมากๆ

นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่า สารสื่อประสาทอย่างโดปามีนเพิ่มปริมาณขึ้นฉับพลันในบริเวณสมองกลีบหน้าด้วย โดยสูงกว่าปกติราว 7 เท่า โดปามีนเกี่ยวข้องกับระบบให้รางวัลของสมอง ปกติจะหลั่งออกมาเมื่อเรากิน มีเพศสัมพันธ์ หรือทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารอดตาย การเพิ่มขึ้นนี้จึงอาจอธิบายได้ว่าทำไมประสบการณ์หลังตายกว่าครึ่งจึงเป็นอารมณ์ในแง่บวก เช่น ความรู้สึกกลมกลืน เป็นหนึ่งเดียว และเป็นสุข นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่าทำไมสมองถึงระเบิดสารสื่อประสาทเหล่านี้ออกมาเมื่อใกล้ตาย แต่พวกเขาสามารถสังเกตเห็นได้ว่าเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้จริง และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการเกิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย

ความไม่สมดุลส่งเรา ออกนอกร่างกาย

จิโม บอร์จิกิน ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์คนเดียวที่ศึกษาประสบการณ์เฉียดตาย ย้อนไปในปี 2002 โอลาฟ แบลงค์ แพทย์จากมหาวิทยาลัยแพทย์เจนีวา ก็ทำการทดลองที่อธิบายประสบการณ์ของ แพม เรย์โนลด์ และผู้ป่วยอื่นอีกราวร้อยละ 25 ว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนออกนอกร่าง เขาสรุปว่า ประสบการณ์ออกนอกร่างของผู้ป่วยเกิดขึ้นเนื่องจากการลัดวงจรของสมอง

โอลาฟ แบลงค์ รักษาผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคลมชักด้วยการใช้อิเล็กโทรดเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไปรบกวนการส่งสัญญาณประสาทในสมอง เวลาเขาวางอิเล็กโทรดลงบนพื้นที่เฉพาะทางด้านหลังของสมอง ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวเบาและพบว่าตัวเองลอยขึ้นไปหาเพดาน พร้อมกับมองลงมายังร่างของตัวเอง พื้นที่สมองส่วนนี้เรียกว่าแองกูลาร์ไจรัส (Angular Gyrus) ซึ่งเป็นสมองกลีบขม่อมที่คอยดูแลให้เรารู้ว่าตำแหน่งในทางกายภาพของเราอยู่ตรงไหน ถ้าสมดุลของพื้นที่เล็กๆ นี้เสียไป

ประสบการณ์เฉียดตายคือสารเคมีล้วนๆ

 

ภาพสวยงามขณะก้าวสู่ความตาย

แม้คนจะมีประสบการณ์แตกต่างหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่แล้วคนที่เข้าใกล้ความตายมักพูดถึงภาพแบบเดียวกัน

การศึกษาผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวหลายร้อยราย สองชิ้นระบุไว้ว่า ประสบการณ์เฉียดตายมักนำอารมณ์ความรู้สึกที่รื่นรมย์ สวยงามและทรงพลังมาให้

ราวร้อยละ 9-12 ของผู้รอดชีวิตพูดถึงประสบการณ์ใกล้ตาย ผู้ป่วยหลายคนก็พูดถึงฉากแบบเดียวกัน มากกว่าครึ่งท่วมท้นไปด้วยอารมณ์แง่บวก

ขณะที่ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยบอกว่า ได้พบกับเพื่อนและคนรู้จักที่ตายไปแล้วในยามที่ตัวเขาล่องลอยอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย

• มีอารมณ์แง่บวก 56%

• เห็นแสงสว่างจ้า 23%

• เดินทางผ่านอุโมงค์ 31%

• พบภูมิประเทศแสนสวย 29%

• เห็นชีวิตย้อนผ่าน 13%

• พบคนที่ตายไปแล้ว 32%

• ออกจากร่าง 24%

• ตระหนักว่าตาย 50%

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล