
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ส่องกระจกเศรษฐกิจ
หากให้นึกถึงสำนักวิจัยและพยากรณ์เศรษฐกิจของไทย เชื่อว่าชื่อแรกๆ ที่ถูกนึกถึงต้องมีชื่อของบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
หากให้นึกถึงสำนักวิจัยและพยากรณ์เศรษฐกิจของไทย เชื่อว่าชื่อแรกๆ ที่ถูกนึกถึงต้องมีชื่อของบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยติดอยู่ด้วย เพราะศูนย์วิจัยแห่งนี้ก่อตั้งมานานและสร้างชื่อมาจากผลงานวิเคราะห์และวิจัยที่ได้รับการยอมรับว่าการจับประเด็นเรื่องที่นำมาเสนอเป็นปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
เบื้องหลังความสำเร็จของหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจแห่งนี้มาจากหลายๆ ส่วน แต่กำลังหลักที่ผลักดันงานวิจัยดีๆ ให้ออกมามากมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีชื่อของ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยอยู่ในนั้น
เชาว์ เข้าร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทยตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นปีแรกที่ธนาคารกสิกรไทยแยกส่วนของฝ่ายวิจัยออกมาตั้งเป็นบริษัทในเครือ โดยธนาคารถือหุ้น 100%
“ช่วงแรกๆ งานวิจัยยังไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนทั่วไป ในช่วงแรกๆ งานวิจัยจะเน้นหนักไปในหัวข้อที่คนสนใจเป็นเนื้อหาเศรษฐกิจทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือนหรือธุรกิจ เราเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำงานวิจัยลักษณะนี้ออกมา” เชาว์ กล่าว
ธนาคารกสิกรไทยเปิดศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ไม่นานก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ความสนใจในบทวิจัยและข้อมูลต่างๆ ของสังคมจึงมากขึ้น เพราะทุกคนต้องการคำอธิบายว่าเศรษฐกิจเกิดปัญหาเพราะอะไร ธนาคารเกิดปัญหาหนี้เสียพุ่ง บริษัทเงินทุนต้องปิดตัวลงและสูญพันธุ์ไปในที่สุด จึงเป็นช่วงที่คนเริ่มให้ความสำคัญกับผลการศึกษาของงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น
เชาว์ กล่าวว่า งานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยทำ 2 ส่วน คือ ใช้ภายในธนาคารเองในการวางแผนงานและตอบสนองความต้องการของลูกค้า ที่ต้องการงานวิจัยไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ หลักการวิจัยก็พยายามทำความเข้าใจกับโจทย์ของผู้ใช้ ต้องทำความเข้าใจว่าเขียนให้ใครใช้ เขามีโจทย์อะไร เขามองยังไง มุมที่เขาคิด ปัญหาและสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจก็แตกต่างกัน
“งานวิจัยคือความจริงเสมอ ความน่าเชื่อถือของเราอยู่ตรงนี้ การทำงานวิจัยแต่ละชิ้นนั้นที่ทำก็จะมีปัจจัยผันแปรมาก อาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผลไม่เป็นไปตามที่ทำงานวิจัยได้ ไม่มีใครถูกหรือผิด แต่ต้องมีหลักการและเหตุผลในการวิจัย ไม่ใช้ความรู้สึกแต่ต้องใช้ข้อมูลที่แท้จริง” กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าว
หากถามว่าเคยมีไหมที่งานวิจัย ซึ่งเป็นความจริงแต่ไปกระทบกับคนอื่น ก็ต้องตอบว่ามีแต่มันเป็นข้อเท็จจริง เราก็ต้องทำไปตามนั้นแต่เราจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ใครให้เกิดกระทบกระทั่งกัน เพียงแต่ต้องปรับการสื่อสารให้เหมาะสมเท่านั้น
“เวลาคนเอางานวิจัยไปใช้ผมจะมีความรู้สึก 2 อย่าง อย่างแรกผมจะรู้สึกวิตกกังวลว่างานที่ออกไปนั้นถูกต้องแน่ใช่ไหม เพราะคนเอางานไปใช้หรือเอาไปพูดต่อ หากได้รับผลกระทบอย่างไร เราจะต้องรับผิดชอบ ต่อมาถ้าหากเขาใช้แล้วได้ประโยชน์ เราก็จะได้รู้ว่าเราเดินมาถูกทาง เรามีโอกาสเรียนรู้ที่จะปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น” เชาว์ กล่าว
สำหรับเชาว์ไม่มีงานวิจัยชิ้นในที่ชื่นชอบมากที่สุด หรือคิดว่านี่คือผลงานชิ้นโบแดง ทุกชิ้นส่วนสำคัญทั้งหมด การที่ได้ทำงานวิจัยให้ธนาคารให้กับลูกค้าธนาคารก็จะเจอโจทย์ที่หลากหลายมีพลวัตสูงเป็นงานที่หาที่อื่นไม่ได้
เชาว์ เห็นว่า คุณสมบัติของนักวิจัยที่ดีคือต้องเรียนรู้ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง งานวิจัยเป็นงานบริการ ผู้ใช้จะต้องได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ ถ้าเราคิดเยอะแต่สื่อความไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์
“ขณะนี้โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมากจากเทคโนโลยี เราก็จะต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ด้วยเช่นกัน ขณะนี้โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว ดิจิทัลก็จะเข้ามายุ่งกับงานวิจัยเช่นกัน เพราะดิจิทัลมีศักยภาพสูงที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้บริโภค
นอกจากนี้ ผู้บริโภคก็จะใช้ชีวิตอยู่ที่หน้าจอ ทุกสิ่งวิ่งเข้ามาหาโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว สินค้าและบริการมาหาถึงที่ในเวลาอันรวดเร็วด้วย เราก็จะต้องเปลี่ยนตาม กฎระเบียบดูแลเศรษฐกิจดิจิทัล ก็จะเกิดขึ้นเราก็ต้องไปศึกษาและติดตาม เราจะต้องมองว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางเรื่องรอให้เกิดขึ้นก่อนจึงจะทำงานวิจัยคงจะไม่ได้ เราจะต้องเดินไปหามัน” เชาว์ กล่าว
การเปลี่ยนแปลงของงานวิจัย อันเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีนั้น เชาว์ ระบุว่า เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่เริ่มมีอินเทอร์เน็ตในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต การสืบหาข้อมูลเพื่อทำงานวิจัยยากมากจะต้องนั่นซีรอกซ์เอกสารสถิติต่างๆ ที่ไปรวบรวมมาจากหน่วยงานต่างๆ เอามาจัดเก็บให้เป็นหมวดหมู่ การรวบรวมข้อมูลก็ยากต้องเดินทางไปหลายๆ ที่ จึงจะได้ข้อมูลครบถ้วน แต่เดี๋ยวนี้หน่วยงานต่างๆ ก็เผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ของหน่วยงาน เราแค่ต้องคอยติดตามดู
“ปัญหาใหม่ตอนนี้คือการจัดการกับบิ๊กดาต้า หรือข้อมูลมากมายที่เผยแพร่อยู่แบบเรียลไทม์ มีการปรับปรุงตลอดเวลา จะเลือกนำเอาอะไรมาใช้ประโยชน์ ข้อมูลการค้า ข้อมูลศุลกากร ข้อมูล
ปฐมภูมิมันล่องลอยอยู่บนอินเทอร์เน็ตมากมาย เยอะจนในอนาคตการวิเคราะห์หรือจัดเก็บข้อมูลต่างๆ อาจจะใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำ ซึ่งจะทำให้งานรวดเร็วขึ้น เร็วกว่าใช้คนทำ” เชาว์ กล่าว
ตัวอย่างการใช้หุ่นยนต์ในการวิเคราะห์ที่กำลังเป็นกระแส เช่น การวิเคราะห์เรตติ้งรายการโทรทัศน์ ที่ต้องการวัดรายการใดรายการหนึ่ง ก็กำหนดช่วงเวลาและหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้จะคัดเลือกข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่มีการพูดถึงรายการโทรทัศน์ที่ต้องการวัดเรตติ้ง ว่าใครแชตกันถึงเรื่องนี้ ใครโพสต์ข้อความนี้บนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไม่รู้กี่ล้านแชตใน 1 นาที การประเมินอย่างนี้ต้องใช้หุ่นยนต์เท่านั้นจะทราบผลรวดเร็วกว่าใช้คนทำ
ไม่เพียงเท่านั้น โลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน ได้ทำให้ชีวิตของนักวิจัยเปลี่ยนแปลงไป จากที่ทำงานเป็นเวลากลายเป็นต้องทำงาน 24 ชั่วโมง เพราะเมื่อหมดเวลาทำงานของไทยอีกซีกโลกหนึ่งก็เริ่มทำงาน
“เราต้องจัดสรรเวลา ในขณะที่เรานอนหลับ ตลาดอเมริกาเปิดทำการและเราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรบ้าง ทำให้ต้องจัดสรรเวลาต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศจากสำนักข่าวซีเอ็นบีซี บลูมเบิร์ก ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด อ่านบทวิเคราะห์จากสำนักใหญ่อย่างโกลด์แมน แซคส์ เพราะว่าเราจะถูกถามทันทีที่ตลาดเปิด ต้องคุยกับทีมงานและแบ่งกันรับผิดชอบงาน” เชาว์ กล่าว
งานที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม ทำให้ชีวิตของทุกคนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็หวังว่าข้อจำกัดต่างๆ จะไม่ทำให้งานวิจัยมีคุณภาพที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มีการคิดขึ้นมา เพื่อที่จะหลุดออกจากการเปลี่ยนแปลงจากภาวะ New Normal นั้น เชาว์ มองว่า ไม่น่าจะทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้กันเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แน่นอนว่าโมเดลเศรษฐกิจที่ใช้กันอาจจะใช้มานานมากแล้ว แต่ก็ยังใช้ได้ มันเปลี่ยนแปลงบางส่วนแต่หลักๆ ก็ยังเหมือนเดิม
เชาว์ กล่าวต่อไปว่า ในเร็วๆ นี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะเริ่มบุกไปทำยังโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อให้งานวิจัยเผยแพร่ไปสู่ประชาชนได้ทั่วถึงมากขึ้น ขณะนี้มีเฟซบุ๊กแล้ว แต่จะไปเน้นที่ทวิตเตอร์มากกว่า เพราะเป็นการส่งข้อความข่าวสารสั้นๆ ให้คนได้อ่านรวดเร็วขึ้น
ความพยายามปรับปรุงงานวิจัยให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป จะทำให้ชื่อของศูนย์วิจัยกสิกรไทยติดอันดับสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจชั้นนำของไทยอย่างยืนยาว







