posttoday
เร่งรัฐวิสาหกิจ ลงทุน 6 แสนล.

เร่งรัฐวิสาหกิจ ลงทุน 6 แสนล.

01 ตุลาคม 2559

เครื่องจักรเศรษฐกิจทุกตัวต้องเร่งขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้กลับมาคึกคักโดยเร็ว

เครื่องจักรเศรษฐกิจทุกตัวต้องเร่งขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้กลับมาคึกคักโดยเร็ว ขณะที่ภาครัฐได้เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศและภาคเอกชนให้ร่วมลงทุนเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวเร็วที่สุด

"หลังจากนี้จะไม่ให้มีการลดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จากที่แต่ละปีตั้งเป้าไว้ 95% และขอปรับลดเป้ามาตลอด แต่จากนี้จะมีบทลงโทษคณะกรรมการและผู้บริหารหากดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและให้รัฐวิสาหกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้" อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวกำชับรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ให้เร่งโครงการลงทุน ระหว่างมอบนโยบายในงานสัมมนาเสริมสร้างความรู้และธรรมาภิบาลของกรรมการรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ระบุด้วยว่า ในปี 2560 งบลงทุนรัฐวิสาหกิจมากกว่าปี 2559 กว่าเท่าตัว หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท จากปีนี้อยู่ที่ 3 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจทำได้เพียง 50% เท่านั้น ขณะที่กรอบงบดำเนินงานปกติของรัฐวิสาหกิจปี 2560 ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวงเงินรวม 1.52 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มีงบลงทุนอยู่ประมาณ 6 แสนล้านบาท

“ที่ผ่านมาพอทำไม่ได้ก็มาขอลด แต่ในครั้งนี้จะต้องทำให้ได้” อภิศักดิ์ ย้ำ

อภิศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนอยู่หลายมาตรการ ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี และสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวมถึงยังมีบีโอไอพลัสที่ให้สิทธิพิเศษมากกว่าบีโอไออีกด้วย

"แต่ภาคเอกชนก็ยังไม่ลงทุนอย่างที่คิดไว้ หากเอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวได้กว่า 4% จากขณะนี้ขยายตัวได้กว่า 3% รัฐวิสาหกิจจะต้องเร่งดำเนินการเรื่องการลงทุนให้มากขึ้น เพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนตาม" รมว.คลัง ระบุ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายรัฐวิสาหกิจในงานเดียวกัน ว่า รัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีการแข่งขันที่เป็นธรรม

"บางโครงการมีนโยบายตั้งแต่ปี 2540 เพิ่งจะมาทำได้ไม่นานนี้ อย่างรถเมล์ ประมูลมากี่ครั้งก็ล้มหมด ประชาชนเขารำคาญ ส่วนรถไฟ เดี๋ยวเช่าเดี๋ยวซื้อ จะเอาอะไรก็เอาสักอย่างให้ถูกต้องและเร็วขึ้น ซึ่งผมได้สั่งการและมอบนโยบายรองนายกฯ สมคิด ให้หารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

"พร้อมกันนี้ต้องทำให้ทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่าเพิ่ม ถ้าติดกฎหมายก็ต้องพิจารณาแก้ให้ทันสมัย ดังนั้นต้องทบทวนสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพย์สินของประเทศสามารถบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคตให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ลดภาระการเงินการคลังของประเทศ และวันนี้ต้องสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลของรัฐวิสาหกิจให้มีกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจ" นายกฯ ระบุ

ขณะที่การลงทุนของภาครัฐ วันเดียวกัน รมว.คลัง และ ชิโระ ซาโดชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือความร่วมมือทางการเงิน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะให้คลังกู้เงินผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา) เพื่อดำเนินโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ระยะที่ 3 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย วงเงิน 1.66 แสนล้านเยน หรือประมาณ 5.34 หมื่นล้านบาท

สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า คลังได้ร่วมมือกับไจกากู้เงินทำโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง รวม 3 ครั้ง วงเงินกู้กว่า 8 หมื่นล้านบาท โดยเงื่อนไขสัญญาครั้งที่ 1 คิดดอกเบี้ย 1.6% ระยะเวลาชำระหนี้ 20 ปี ปลอดหนี้ 7 ปี สัญญาที่ 2 คิดดอกเบี้ย 0.4% ระยะเวลาชำระหนี้ 20 ปี ปลอดหนี้ 7 ปี และสัญญาที่ 3 ล่าสุด คิดดอกเบี้ย 0.3% ระยะเวลาชำระหนี้ 15 ปี ปลอดหนี้ 5 ปี

สุวิชญ คาดว่าโครงการรถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต จะเปิดให้บริการในปี 2563 สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจากรังสิตสู่บางซื่อไม่น้อยกว่า 3 แสนคน/วัน ในปีที่เปิดดำเนินการ

อีกทั้งจะทำให้สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นสถานีต้นทางของโครงการกลายเป็น "ศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางรางแห่งใหม่ของประเทศ" รวมทั้งเป็นสถานีชุมทางของรถไฟทางไกลสายเหนือ อีสาน ตะวันออก และสายใต้ และเป็นสถานีศูนย์กลางของระบบรถไฟชานเมือง ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม สีแดงอ่อน และแอร์พอร์ต เรลลิงค์ รวมถึงรถไฟขนาดทางมาตรฐานในอนาคต

ด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานประชุมทบทวนภารกิจและการปรับโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้สั่งการให้มีการปรับปรุงการทำงานรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี

รองนายกฯ สมคิด ยังได้ขอให้กระทรวงไปปรับเปลี่ยนการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอสเคิร์ฟ) ไปสู่การพัฒนาเป็น 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่ครอบคลุมไปสู่ภาคอุตสาหกรรมในทุกๆ ด้าน ได้แก่ คลัสเตอร์เกษตร คลัสเตอร์สุขภาพ คลัสเตอร์ไฮเทค คลัสเตอร์ดิจิทัล และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์และบริการ

“การปรับบทบาทการทำงานของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายสู่ 5 คลัสเตอร์ เนื่องจากยังไม่ครอบคลุมอุตสาหกรรมทั้งหมด เช่น คลัสเตอร์เกษตรก็ต้องมีการพัฒนาสู่ไบโอเทคโนโลยี คลัสเตอร์สุขภาพต้องรวมถึงกลุ่มโรงพยาบาล สปา คลัสเตอร์ไฮเทคต้องรวมหุ่นยนต์และการบินเข้าไป เป็นต้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีรายได้ระดับสูง” สมคิด กล่าว

ขณะเดียวกัน ให้มุ่งเน้นงานสร้างกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ทอัพ) โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และผลักดันสู่ระดับกลางและขยายตัวได้ (สเกลลิ่งอัพ) และพัฒนาเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน สถาบันเครือข่ายด้านอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

นอกจากนี้ ควรสนับสนุนภาคเอกชนดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกับภาครัฐ เช่น นิคมอุตสาหกรรม เฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร สอดคล้องกับโครงการไทยแลนด์ ฟู้ด วัลเลย์ ที่บริษัทเอกชนร่วมพัฒนา มีสถาบันอาหารดูแลงานด้านอุตสาหกรรมอาหาร และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ควรช่วยหาพื้นที่

อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า จะปรับปรุงแผนการปรับโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรม และสร้าง 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมปูทางไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนับจากนี้ไป และนำไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อขอคำแนะนำ

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รองนายกฯ ได้รับทราบโครงสร้างใหม่ของกระทรวง แต่เห็นว่ายังมีหลายประเด็นที่ต้องปรับให้ครอบคลุมเนื้องานที่จะยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) จึงสั่งให้ รมว.อุตสาหกรรมนำโครงสร้างไปทบทวนอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69