
อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ถือเป็นข้อตกลงที่สร้างเซอร์ไพรส์ไปทั่ววงการเลยทีเดียว หลังจากที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) สามารถบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันร่วมกันได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี แม้ว่าการตกลงจะยังไม่เป็นทางการ และยังไม่มีความชัดเจนว่าโอเปกจะทำได้อย่างที่คุยกันไว้หรือไม่ก็ตาม
และในวันเดียวกัน ก็นับเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์อีกเช่นกันที่ สส.และ สว.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในสภาคองเกรส พร้อมใจกันลงมติปฏิเสธการใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในกฎหมาย JUSTA (จัสตา) ที่เปิดช่องให้ครอบครัวเหยื่อวินาศกรรม 11 ก.ย.ฟ้องรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ฐานปล่อยให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องรู้จักกันเข้าไปก่อเหตุวินาศกรรมในสหรัฐจนมีผู้เสียชีวิตถึงเกือบ 3,000 คน
โดยปกติแล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหาร จะมีอำนาจวีโต้ร่างกฎหมายที่ออกโดยสภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐได้ หากมีเหตุผลเพียงพอ แต่หากสภาคองเกรสต้องการต่อสู้ผลักดันกฎหมายต่อ ก็ต้องจัดการลงมติทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องได้มติมากกว่า 2 ใน 3 จึงจะคว่ำอำนาจวีโต้ของประธานาธิบดีได้ ที่ผ่านมาทุกยุคต่างก็มีวีโต้และการคว่ำวีโต้ทั้งนั้น ผู้นำคนสุดท้ายที่ไม่เคยถูกคว่ำวีโต้เลย ก็คือ ประธานาธิบดี ลินดอน จอห์นสัน ในปี 1963-1969
นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในต้นปี 2009 โอบามาใช้สิทธิวีโต้ร่างกฎหมายไปแล้ว 12 ครั้ง 11 ครั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา ยกเว้นเพียงครั้งนี้ และยังถือเป็นครั้งที่สุ่มเสี่ยงมากที่สุดครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่ได้เป็นแค่เรื่องภายในของสหรัฐ แต่ยังเป็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับซาอุดิอาระเบีย ชาติพันธมิตรมุสลิมสุหนี่ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง และยังอาจส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจของสหรัฐในภูมิภาคนี้อีกด้วย
เคยเขียนให้เห็นภาพไปแล้วว่า การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรให้อิหร่านนั้น ทำให้ซาอุฯ กินแหนงแคลงใจไม่น้อย จนหันไปกระชับสัมพันธ์กับจีนมาก่อนหน้านี้ และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-ซาอุฯ ก็ไม่ค่อยราบรื่นราวเส้นไหมเหมือนแต่ก่อน เช่น การที่สมาชิกสภาคองเกรสคัดค้านการขายอาวุธมูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ให้ซาอุฯ แม้ว่าในภายหลังจะได้วุฒิสภาช่วยชีวิตปัดข้อเสนอนี้ให้ตกไปก็ตาม
ซีเอ็นเอ็นได้ลงบทความที่น่าสนใจเอาไว้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ซาอุฯ จะตอบโต้ เช่น การไม่ซื้ออาวุธจากสหรัฐ และหันไปซื้อจากยุโรปเพิ่มขึ้นแทน โดยเฉพาะจากอังกฤษและฝรั่งเศส และยังอาจชวนให้ชาติเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่เป็นผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่อันดับ 2 จากสหรัฐ ทำตามด้วย ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐมากในฐานะที่สหรัฐส่งออกอาวุธให้ซาอุฯ และยูเออีมากที่สุดในตะวันออกกลาง ด้วยสัดส่วน 23% และ 20% ตามลำดับ
นอกจากด้านอาวุธแล้ว สหรัฐยังต้องเป็นห่วงเรื่องดุลยภาพอำนาจในตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันรัสเซียกำลังเข้าไปมีบทบาทเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ กฎหมายจัสตายังอาจหันมาเล่นงานสหรัฐเอง เพราะเท่ากับจะเปิดช่องให้ประเทศอื่นๆ สามารถฟ้องสหรัฐได้เช่นกัน โดยเฉพาะการที่สหรัฐส่งทหารไปทำภารกิจทั่วโลก ก็อาจจะไม่ได้รับการคุ้มกันตรงนี้อีก ซึ่งจะยิ่งสร้างปัญหากระทบกระทั่งในด้านความสัมพันธ์ทางการทูตตามมา และทำให้อนาคตที่ยังไม่แน่นอนภายใต้กำมือ ฮิลลารี คลินตัน หรือโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งไม่แน่นอนขึ้นไปอีกหลังจากนี้







