บทสรุปร่างรธน.-คำถามพ่วง เปิดประตูสู่นายกฯคนนอก
หลังจากรอกันอยู่นานสองนานในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แก้ไขเพิ่มเติมคำถามพ่วงเข้าไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หลังจากรอกันอยู่นานสองนานในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แก้ไขเพิ่มเติมคำถามพ่วงเข้าไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา
สาระสำคัญของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นมีสาระสำคัญใน 2 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าการริเริ่มเพื่องดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ต้องมาจากสมาชิกรัฐสภา (สส.และ สว.) จำนวนเกินกึ่งหนึ่ง ไม่ใช่มาจาก สส.เกินกึ่งหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
ประเด็นที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกนายกรัฐมนตรีจะสามารถเลือกนายกฯ จากคนในหรือนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ตลอดระยะเวลา 5 ปีตามความมุ่งหมายของคำถามพ่วง จากเดิมที่ทำได้เฉพาะหลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น
จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นให้ กรธ.แก้ไขในสองประเด็น ประกอบกับตัวร่างรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ เท่ากับว่า สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ และทำให้กระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ มีลำดับขั้นตอน ดังนี้
พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลไม่เกิน 3 คนที่จะให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภา ซึ่งประธานสภาจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง
เมื่อได้ตัวประธานรัฐสภาแล้ว ต่อไปจะเป็นขั้นตอนของการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกฯ
ขั้นตอนนี้ สส.จะเสนอบุคคลจากบัญชีของพรรคการเมือง ถ้ารัฐสภา (สส.และ สว.) มีมติมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน เลือกใครเป็นนายกฯ จะต้องมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อไป
แต่หากเกิดกรณีการเลือกนายกฯ รอบแรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากรัฐสภามีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง จะเป็นผลให้ต้องมีการเลือกนายกฯ อีกครั้ง
การเลือกนายกฯ ในครั้งที่สอง ร่างรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าชื่อให้ได้ 376 คน และยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 501 คนจาก 750 คน ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีพรรคการเมืองก็ได้ จากนั้นรัฐสภาจะประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกฯ โดยเสียงที่จะชี้ขาดว่าบุคคลใดจะได้เป็นนายกฯ คือ เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 376 คน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา แม้จะมีความเห็นให้ กรธ.กลับไปแก้ไข ซึ่งดูเหมือนว่า กรธ.จะเสียหน้า แต่ถ้ามองในมิติทางการเมืองแล้ว ถือว่าสร้างความผิดหวังให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่ไม่น้อย
ต้องไม่ลืมว่า สนช.และ สปท.ต่างแสดงจุดยืนว่าต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ เท่ากับว่า สส.เท่านั้นที่มีหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ
อย่างไรก็ตาม มองลึกลงไปในกระบวนการเลือกนายกฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสที่จะมีนายกฯ คนนอกหรือคนในมีเท่าๆ กัน แต่ถ้าจะฟันธงนายกฯ จะมาจากคนในบัญชีพรรคการเมืองหรือไม่นั้นต้องยอมรับมีโอกาสเป็นไปได้น้อยพอสมควร
ปัจจัยสำคัญ คือ ระบบการเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ไม่เอื้อให้มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงข้างมากในสภาแบบเด็ดขาด
แม้ฝ่าย สส.จะเป็นต่อฝ่าย สว.ผ่านการมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แต่เมื่อการเลือกนายกฯ ในขั้นตอนสุดท้ายยังกำหนดให้ชี้ขาดด้วยเสียงเกินกึ่งของที่ประชุมรัฐสภา หรือ 376 เสียง จากทั้งหมด 500 คน ย่อมเป็นการบีบให้ สส.ต้องไปพึ่งพาเสียงของ สว.บางส่วนในการเลือก
นายกฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โอกาสเดียวที่จะให้ สว.ไม่มีอำนาจต่อรองกับ สส.ในเรื่องการเลือกนายกฯ เลยอยู่ที่ความสามารถของฝ่าย สส.ที่ต้องรวบรวมเสียงของตัวเองให้ได้มากที่สุด อย่างน้อย 376 คนเพื่อให้การเลือกนายกฯ ต้องจบตั้งแต่รอบแรก เพื่อไม่ต้องง้อเสียง สว.
แต่มีคำถามว่า สส.จะรวบรวมเสียงได้ถึงขนาดนั้นหรือไม่
ย้อนกลับไปดูตัวเลขการตั้งรัฐบาลครั้งล่าสุดหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พบว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เสียงสนับสนุนจากสภา 296 คะแนน
ดังนั้น ด้วยปัจจัยหลายประการไม่ว่าจะเป็นระบบการเลือกตั้ง สส.ที่เปลี่ยนไปและสถานการณ์ทางการเมืองที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่อาจละทิ้งอำนาจได้ 100% จึงไม่ต่างอะไรกับการบีบให้การเลือกนายกฯ ในอนาคตต้องมาจากความยินยอมพร้อมใจของทั้ง สส.และ สว.
เว้นเสียแต่สองพรรคการเมืองใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะจับมือเป็นรัฐบาลร่วมกันเพื่อให้การเมืองเป็นเขตปลอดทหาร แต่ถามว่าขมิ้นกับปูนจะยอมผสมกันเพื่อเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนั้นเหรือ


