
การค้าโลกหด นโยบายการเงินหมดฤทธิ์
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
จากข้อมูลขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ที่ออกรายงานมาว่า อัตราการเติบโตของการค้าโลกในปีนี้ลดลง และปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 15 ปี ที่การค้าขายของทั้งโลกโตน้อยกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โลก สะท้อนการเติบโตของภาคการส่งออกของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มจะโตลดลง รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งการหดตัวของการค้าโลกย่อมกระทบการขยายตัวของการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมยังกระทบต่อเนื่องมาถึงการเติบโตของจีดีพีไทยด้วย
และในภาวะที่การส่งออกฟื้นตัวได้ยากเช่นนี้ เกิดคำถามตัวโตๆ ว่า แล้วสถานการณ์เช่นนี้การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศไทยควรเดินไปทางไหนดี ระหว่างการปรับลดนโยบายการเงินเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น เพื่อช่วยนโยบายการคลังอีกทาง ขณะเดียวกันก็ช่วยดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนลงเพื่อช่วยพยุงภาคการส่งออกที่มีส่วนสำคัญในการเติบโตของจีดีพีไทยอีกทาง หรือควรเลือกจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 1.5% ไปเช่นนี้เรื่อยๆ จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้
ในประเด็นนี้ จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ที่เห็นว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินหรือลดดอกเบี้ยนโยบายในภาวะเช่นนี้ไม่น่าจะช่วยพยุงการขยายตัวของการส่งออกที่หดตัวตามแนวโน้มของตลาดโลกได้ เพราะเมื่อการส่งออกชะลอ มูลค่าการส่งออกก็ลดตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอทุกประเทศทั่วโลกก็พยามลดการนำเข้าลง ฉะนั้น ถึงเราจะลดดอกเบี้ยลงก็คงช่วยอะไรไม่ได้ และถึงช่วยได้บ้างก็คงทำได้แค่ชั่วคราว
“สถานการณ์เช่นนี้เราคงไม่สามารถจะลดดอกเบี้ยเพื่อทำให้ค่าเงินบาทอ่อน แล้วทำให้ภาคส่งออกกลับมาขยายตัวสูงขึ้นจนช่วยให้จีดีพีโตขึ้นได้แน่ๆ เพราะถึงจะลดดอกเบี้ยจากปัจจุบัน 1.5% ลงไปเหลือ 0% ก็ช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนลงเล็กน้อย 1-2 บาท/เหรียญสหรัฐ จากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปัจจุบันที่ประมาณ 34.60 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็อาจจะอ่อนลงไปเป็น 36-37 บาท ก็ไม่น่าจะช่วยให้มูลค่าส่งออกเพิ่มจนมาหนุนจีดีพีให้โตเพิ่มได้” จิติพล กล่าว
จิติพล กล่าวต่อว่า ที่บอกว่าส่งออกมาช่วยเพิ่มจีดีพีไม่ได้ เพราะมูลค่าการส่งออกเราโตได้ไม่มาก แค่มูลค่าการนำเข้าจีนหดตัวไปแค่ประมาณ 2% มูลค่าการส่งออกไทยก็หายหมดแล้ว การลดดอกเบี้ยเพื่อมาแก้ปัญหาการค้าโลกหด จึงไม่ตอบโจทย์การช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย เพราะถึงลดไปตอนนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะได้ผล ทำให้คนมีเงินมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หรือนำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้น หรือช่วยค่าเงินบาทให้อ่อนลงได้มากนัก เพราะหากเศรษฐกิจโลกยังชะลอเงินทุนในตลาดโลกอาจจะไหลเข้ามาไทยอีก ทำให้แนวโน้มเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นอีก การพยายามทำให้เงินบาทอ่อนด้วยการทำเช่นนี้คงไม่เหมาะสม แค่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมาก ให้ไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาคก็น่าจะดีแล้ว
สอดคล้องกับมุมมองของ พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่มองว่า การดำเนินนโยบายการเงินของไทยที่จะมาช่วยกระตุ้นหรือดูแลเศรษฐกิจที่น่าจะลดลงจากการส่งออกหดตัวนั้น การทำน่าจะมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร เพราะผลที่ได้จากการทำนโยบายการเงินหรือการปรับลดดอกเบี้ยอาจจะได้ผลน้อย และยังใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ดูได้จากตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาติดลบ ก็ไม่ได้ผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร หรืออย่างกรณีจีนที่ทำนโยบายการเงินในการดูแลค่าเงินหยวนไปมากพอสมควรในช่วงที่ผ่านมาแต่ผลก็ไม่ได้ผลมากนัก จนต้องกลับมาใช้การทำนโยบายการคลังแทน เนื่องจากการทำนโยบายการเงินมันต้องรอให้เกิดการหมุนของเงินหลายรอบกว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจได้ ทำให้ต้องกลับมาทำนโยบายการคลังที่ส่งผลเร็วกว่า
“ในส่วนของไทยคาดว่านโยบายการเงินคงทำอะไรไม่ได้มาก คาดว่า ธปท. โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงดอกเบี้ยเอาไว้ไปเรื่อยๆ จนถึงปีหน้าหรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ชัดขึ้น เพราะอย่างน้อยๆ การผ่อนนโยบายการเงินไว้ระดับนี้ไปเรื่อยๆ สามารถช่วยหล่อเลี้ยงหรือพยุงเศรษฐกิจได้ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยลดต้นทุนหรือภาระดอกเบี้ยของภาคธุรกิจให้ไม่สูงขึ้นได้” พิมลวรรณ ระบุ
นอกจากนี้ พิมลวรรณ ยังมองว่า หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระดับ 0.25% ในช่วงปลายปีนี้ ก็คงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางดอกเบี้ยของตลาดโลก รวมทั้งไทยมากนัก เพราะหากเฟดปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปตลาดน่าจะปรับตัวได้
สำหรับการขยายตัวของภาคการส่งออกไทยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าน่าจะติดลบน้อยลง โดยปีนี้ทั้งปีส่งออกน่าจะติดลบที่ 1.8% จากที่เคยคาดไว้ว่าจะติดลบที่ 2% ภายใต้คาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะโตที่ 3.3% ใกล้เคียงกับ ธปท.ที่คาดว่าปีนี้จะโตที่ 3.2% ภายใต้การส่งออกที่น่าจะติดลบที่ 2.5% อย่างไรก็ดีกรณีการส่งออกไทยมีปัจจัยลบพิเศษ คือ ความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เคยเติบโตได้ดีอย่างในตลาดของกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ที่เคยทำได้ดีกลับชะลอลง เพราะถูกเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งสำคัญอย่างมาเลเซียชิงส่วนแบ่งการตลาดส่งออกในกลุ่มซีแอลเอ็มวีได้มากขึ้น
ทั้งนี้ เห็นได้จากการขยายตัวของการส่งออกในรอบ 7 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกไปซีแอลเอ็มวีติดลบ 4.3% หดตัวลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่เคยโต 7.7% แต่มาเลเชียกลับโตสูงถึง 24.8% จากระยะเดียวกันปีก่อนโตแค่ 0.6% การหดตัวเช่นนี้มีความเสี่ยงที่จะฉุดเศรษฐกิจไทยให้น้อยลงไปอีกได้ในอนาคต







