
ค้าโลกโตน้อยกว่าจีดีพี ชี้กับดักเงินฝืดเริ่มคืบคลาน
แม้ว่าความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอตัวลงมาแล้ว และไม่น่าจะสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดทุนโลกได้มากนักจนกว่าจะถึงช่วงการประชุมครั้งสุดท้ายในปลายปีนี้ ทว่าหน่วยงานเศรษฐกิจระดับโลกก็กำลังพุ่งเป้าไปยังความกังวลใหม่แทนกับเรื่อง “การค้าโลก”
เพราะจากการคาดการณ์ล่าสุดขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) พบว่า อัตราการขยายตัวของการค้าทั่วโลกในปี 2016 นี้ จะเติบโตน้อยกว่าการขยายตัวของจีดีพีโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หรือโตต่ำกว่าที่ 1.7% เมื่อเทียบกับจีดีพี 2.2%
หากลงในรายละเอียดจะพบว่าตัวเลข 1.7% นั้น ถูกหั่นลงมาถึงราว 1 ใน 3 จากตัวเลขคาดการณ์เดิมในเดือน เม.ย. ที่ 2.8% ซึ่งยังถือเป็นตัวเลขการค้าที่ขยายตัวได้ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2009 เป็นต้นมาอีกด้วย
และที่สำคัญก็คือ ทิศทางขาลงไม่ได้จบลงแค่ในปีนี้เท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มจะลากยาวต่อเนื่องไปถึงปี 2017 ซึ่งดับเบิ้ลยูทีโอได้ลดคาดการณ์ตัวเลขการค้าในปีหน้าลงเช่นกันจาก 3.6% มา
อยู่ที่ระหว่าง 1.8-3.1%
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ตอกย้ำความกังวลเดียวกับดับเบิ้ลยูทีโอในวันเดียวกันว่า ปรากฏการณ์เงินเฟ้อต่ำที่ขยายวงกว้าง จากผลพวงของราคาพลังงานต่ำและการบริโภคที่ซบเซาลง กำลังเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะกับดักเงินฝืดอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้รัฐบาลของประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องร่วมมือกับธนาคารกลางให้มากขึ้น เพื่อผสานนโยบายการคลังเข้ากับนโยบายการเงินในการเพิ่มรายได้และขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“การขยายตัวของการค้าทั่วโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่น่าจะถือเป็นสัญญาณเตือนได้แล้ว” โรเบอร์โต อาเซเวโด ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก กล่าว
ทิศทางเช่นนี้ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนจากตัวเลขการค้าในหลายประเทศทั่วเอเชียที่ซบเซายาวต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี นับเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของโลกกำลังเสี่ยงต่อภาวะกับดักเงินฝืดอีกครั้ง
การปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันโลกตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 เป็นต้นมานั้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้ดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วโลกดิ่งลง โดยกระทบทั้งในเชิงเทคนิคตัวเลขและในแง่ที่ทำให้รายได้ของคนในประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงตามไปด้วย จนฉุดการบริโภคและลามไปถึงการลงทุนตามมา
ขณะเดียวกัน ภาวะการค้าที่ย่ำแย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยังถูกซ้ำเติมให้เลวร้ายลงจากมาตรการปกป้องทางการค้า (Protectionism) ที่ขยายวงไปในหลายประเทศและยังมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น โดยในช่วง 1-2 เดือนมานี้ มีการดำเนินการขยายกำแพงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเพิ่มขึ้น เช่น กรณีที่จีนขยายมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับไก่แช่แข็งจากสหรัฐออกไปอีก 5 ปี หรือการ
เตรียมพิจารณาตอบโต้น้ำตาลนำเข้าที่ทะลักล้นจากผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐและอีก 12 ประเทศ ได้เสนอให้ดับเบิ้ลยูทีโอห้ามการให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมประมง ที่เข้าข่ายการทำประมงมากเกินไป รวมถึงอุตสาหกรรมประมงที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมาย
สหรัฐเองยังถือเป็นตัวอย่างสำคัญของแนวโน้มการปกป้องทางการค้าที่รุนแรงขึ้น เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน มีนโยบายไม่สนับสนุนข้อตกลงเขตการค้าเสรี และแม้แต่ฮิลลารี คลินตัน เอง ก็ยังต้องสงวนท่าทีในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่มีวี่แววว่าจะยังไม่มีการให้สัตยาบันภายในปีนี้ และว่าที่ประธานาธิบดีทั้งสองรายยังมีแนวโน้มจะกดดันจีนที่เป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ การค้าโลกซบเซาที่เสี่ยงต่อกับดักเงินฝืด ยังเป็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษในกลุ่มเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากจมอยู่กับการพึ่งพานโยบายผ่อนปรนทางการเงินมากเกินไป แต่กลับกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในได้ไม่มากพอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ที่ใช้ทั้งนโยบายดอกเบี้ยติดลบและนโยบายซื้อสินทรัพย์ ขณะที่สหรัฐเองนั้น แม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบว่าการบริโภคฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด โดยสะท้อนผ่านตัวเลขการนำเข้าที่ขยายตัวได้ไม่มากพอ เช่น การนำเข้าของสหรัฐในเดือน ส.ค.
ในการปรับลดคาดการณ์การค้าโลกของดับเบิ้ลยูทีโอในปีนี้ จะลดลงอย่างฮวบฮาบทั้งในส่วนของการส่งออกและนำเข้า โดยในภูมิภาคเอเชียนั้น การส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 0.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.4% และการนำเข้าจะขยายตัวได้เพียง 1.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.2%
ส่วนทวีปอเมริกาเหนือซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของทั่วโลก ก็จะมีตัวเลขส่งออกขยายตัวเพียง 0.7% จาก 3.1% เหลือแค่ 0.7% และนำเข้าขยายตัวเพียง 1.9% จาก 4.1%
จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาคเอกชนจะยังคงพยายามปรับตัวกันอย่างถ้วนหน้า เช่น ธุรกิจด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าทางเรือ โดยบริษัท เอพี โมลเลอร์ เมอส์ก ได้ประกาศแยกหน่วยธุรกิจน้ำมันออกจากโลจิสติกส์ เพื่อบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในภาวะที่การค้าโลกยังซบเซาและการแข่งขันรุนแรง
เป็นที่คาดว่าปัญหาการค้าโลกซบเซาจนเสี่ยงต่อกับดักเงินฝืดเช่นนี้ จะถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างการประชุมธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และไอเอ็มเอฟ ที่สหรัฐ ในสัปดาห์หน้า เพื่อกระตุ้นให้มีการเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยทางไอเอ็มเอฟได้เสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่า รัฐบาลแต่ละประเทศต้องดำเนินการในเชิงรุกให้มากขึ้นแทนที่จะรอผลนโยบายทางการเงินเพียงอย่างเดียว เช่น การใช้นโยบายการคลังที่เป็นมิตรควบคู่ไปด้วยกัน และการเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รวมไปถึงมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นดีมานด์ในประเทศ เช่น การขึ้นค่าแรง
เพราะการค้าที่เป็นโลกาภิวัตน์เชื่อมถึงกันหมดในวันนี้ จะกลับมาส่งผลกระทบถึงกันหมดในวันที่ปัญหาอาจขยายวงหนักขึ้นหากไร้การลงมือทำกันอย่างจริงจัง







