
มะกันใต้ผู้นำใหม่ไม่ง่าย ติดบ่วงการค้าโลกซบหนัก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
“ฉันคิดว่า โดนัลด์ วิพากษ์วิจารณ์ที่ฉันเตรียมตัวมาก่อนขึ้นดีเบตครั้งนี้ แต่คุณรู้อะไรไหม ฉันยังเตรียมการอย่างอื่นอีก ฉันเตรียมที่จะเป็นประธานาธิบดี และนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมาก” ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจากเดโมแครต กล่าว และกลายเป็นหมัดเด็ดที่ทำให้ชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ในศึกโต้วาทีนัดแรก
ภายหลังการโต้วาทีนัดแรก นอกจากตลาดทุนจะตอบรับไปในทางบวกแล้ว ผลสำรวจของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยังพบว่า ฮิลลารีคว้าคะแนนเสียงไป 62% เมื่อเทียบกับทรัมป์ที่ 27% เมื่อเทียบกับก่อนการโต้วาทีที่ทั้งคู่มีคะแนนสูสีกันอย่างมาก โดยส่วนใหญ่เห็นว่าฮิลลารีมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและมีความเข้าใจประเด็นปัญหาของสหรัฐได้ดีกว่าทรัมป์ โดยเฉพาะในประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม แม้ฮิลลารีจะไม่เผชิญกับความยากในระดับเดียวกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ซึ่งต้องแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 แต่ในยุคที่การค้าโลกซบเซาลง ฮิลลารีต้องเผชิญงานหนักในการทำเศรษฐกิจสหรัฐให้ถึงตามที่ภาคเอกชนคาดหวังด้วยนโยบายปัจจุบันที่มีอยู่ หากฮิลลารีไปถึงฝั่งฝัน
“ผมไม่เห็นว่านโยบายของฮิลลารีจะมีวาระสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และผมก็ไม่รู้วาระสำคัญของทรัมป์คืออะไร ทรัมป์ไม่มีความชัดเจนในด้านเศรษฐกิจ” เกรก วัลเลียร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ฮอริซัน อินเวสต์เมนต์ กล่าว
หลังการโต้วาทีดังกล่าว ตลาดตอบรับไปในทางบวก โดยค่าเงินเสี่ยงอย่างค่าเงินเปโซเม็กซิกันแข็งค่าขึ้นทันที 1.7% กลายเป็นค่าเงินที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในหมู่ 140 สกุลเงินทั่วโลก ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบเยน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดอยากให้ฮิลลารีชนะในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหากฮิลลารีได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีตามที่ตลาดคาดหวังไว้ ฮิลลารีต้องเผชิญกับเศรษฐกิจสหรัฐในยุคการค้าโลกซบเซา
องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ยังปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของการค้าโลกลงเหลือเพียง 1.7% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 โดยแม้รัฐบาลทั่วโลกจะปฏิเสธลัทธิปกป้อง แต่การค้าโลกกลับไม่ได้เติบโตมากกว่าเศรษฐกิจอีกต่อไปแล้ว และจะเติบโตเพียง 80% ของเศรษฐกิจ จากเดิมที่เป็นฝ่ายนำเศรษฐกิจด้วยการขยายตัวแรงถึง 1.5-2 เท่า
การค้าโลกที่ซบเซาเป็นสาเหตุหนึ่งให้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะยังมีการบริโภคและการจ้างงานที่แข็งแกร่งพอช่วยเศรษฐกิจที่อ่อนแอจากการลงทุนชะลอตัวลงได้ แต่โออีซีดีีก็ลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐจาก 1.8% เหลือ 1.4% สำหรับปี 2016 นี้ ซึ่งการค้าสหรัฐคิดเป็น 80% ของขนาดเศรษฐกิจ
ไม่เพียงเท่านั้น ฮิลลารียังมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรียกภูมิภาคอย่างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ตัวเองช่วยสร้างมาขณะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในยุครัฐบาลโอบามาสมัยแรก โดยระบุว่า จะต่อต้านข้อตกลงทางการค้าทุกข้อตกลงที่ทำลายการจ้างงานและกดดันการขยายตัวของค่าแรง ซึ่งเป็นความเห็นในทิศทางเดียวกับทรัมป์ที่ต่อต้านทีพีพีอย่างเด็ดขาด แต่เป็นความเห็นที่ภาคเอกชนซึ่งพึ่งพาการส่งออกต้องผิดหวัง
นอกจากนี้ ฮิลลารียังเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยตามนโยบายของเดโมแครตแล้ว ทางพรรคตั้งมั่นจะเพิ่มค่าแรงจากระดับ 7.25 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง ในปัจจุบัน เป็น 12 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง ขณะที่ด้านทรัมป์เปิดเผยจะขึ้นค่าแรงเป็น 10 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง เช่นกัน โดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะในภาคส่วนร้านอาหารและโรงแรม ขณะที่ค้าปลีกมีส่วนที่ได้และเสีย เช่น อาจกระทบต้นทุนด้านค่าแรงแต่ได้แรงซื้อจากผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น
ด้านประเด็นทางภาษี ภาคเอกชนกลับได้รับประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์มากกว่าที่เสนอลดภาษีจาก 35% เป็น 15% ขณะที่ฮิลลารีตั้งใจจะขึ้นภาษีกับผู้มีรายได้มาก และเสนอเก็บภาษีมรดกเพิ่มเป็น 65% สำหรับอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่มูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) พร้อมขึ้นภาษีที่ดินจาก 40% เป็น 45%
ด้วยการค้าโลกที่ซบเซา ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังอยู่ในช่วงถอยจากการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างหนักหน่วงนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งสองพรรคนำเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยฮิลลารีนำเสนอแผนการ 5 ปี มูลค่า 2.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 ล้านล้านบาท) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลากหลาย ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงสนามบินให้ทันสมัยและการช่วยเขตชนบทเข้าถึงไว-ไฟ
แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของฮิลลารี ประกอบกับการใช้จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการแก่ประชาชน เช่น การเรียนฟรีและการดูแลเด็ก กลับทำให้ฮิลลารีต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม แม้จะสามารถเก็บรายได้จากการขึ้นภาษีก็ตาม โดยจากการประเมินของมูดี้ส์ อะนาไลติกส์ พบว่า ฮิลลารีจะสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มจาก 1.41 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.79 แสนล้านบาท) เป็น 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.12 แสนล้านบาท) ในปี 2021 หากได้รับการเลือกตั้ง หรือคิดเป็นเกือบ 80% จากระดับราว 76% ของขนาดเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน
แม้มูดี้ส์จะประเมินว่าการก่อหนี้ของฮิลลารีน้อยกว่าการก่อหนี้ของทรัมป์ที่มีแนวโน้มจะสูงเกือบ 100% ของขนาดเศรษฐกิจ แต่การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มจะทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องเปิดขายพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม และดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนในพันธบัตรดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และเป็นปัจจัยกดดันผู้ส่งออกสหรัฐอีกปัจจัยหนึ่ง
การปะทะกันระหว่างว่าที่ผู้นำสหรัฐยังเหลืออีก 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 9 ต.ค.ที่จะถึงนี้ และครั้งสุดท้ายในวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งฮิลลารีต้องทำผลงานให้ได้ดีกว่าคู่แข่ง เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ 240 ปีของสหรัฐให้ได้มากที่สุด ก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายที่ชาวอเมริกันจะตบเท้าเข้าสู่คูหาในวันที่ 8 พ.ย.นี้







