posttoday
เฟดคุมเข้มโภคภัณฑ์ อุดรอยรั่วเก็งกำไร‘เกินงาม’

เฟดคุมเข้มโภคภัณฑ์ อุดรอยรั่วเก็งกำไร‘เกินงาม’

27 กันยายน 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เสนอกฎคุมการถือครองและซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ของกลุ่มวาณิชธนกิจ โดยจะกำหนดให้กลุ่มธนาคารวางเงินลงทุนเพิ่มเติมหากลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ และจำกัดการซื้อขาย รวมถึงจำกัดการเป็นเจ้าของกักตุนทองแดงอีกด้วย เพื่อปกป้องตัวสถาบันการเงินจากวิกฤตหายนะที่เกิดกับโภคภัณฑ์ เช่น การระเบิดของท่อส่งก๊าซในซานฟรานซิสโกปี 2010 หรือเหตุที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ผิดคาดตลาดมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายของสหรัฐต่างพยายามคุมเข้าในภาคส่วนดังกล่าวมานาน และไม่หยุดเฉพาะภาคธนาคาร แต่ยังมีความพยายามในการควบคุมเฮดจ์ฟันด์ หลังการเก็งกำไรที่เรียกได้ว่า “เกินงาม” สร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินของสหรัฐเองที่ได้รับบทเรียนมาแล้วจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 และพยายามจะควบคุมความเสี่ยงในภาคการเงิน

เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการสอบสวนของสภาเซเนตสหรัฐ พบว่า วาณิชธนกิจขนาดใหญ่จากวอลสตรีทหลายแห่งมีการสร้างอิทธิพลต่อราคา และอาศัยข้อได้เปรียบทางการค้าจากการใช้ข้อมูลที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะในการซื้อขายโภคภัณฑ์ รวมถึงยังตบเท้าเข้าสู่ภาคธุรกิจเสี่ยงอย่างยูเรเนียมและการผลิตถ่านหิน ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของตลาดทุนและยังสร้างความเสี่ยงให้กับระบบการเงินอีกด้วย

ในปีเดียวกัน คณะกรรมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐ (ซีเอฟทีซี) เสนอจำกัดการเก็งกำไร แต่ถูกขัดขวางโดยกลุ่มล็อบบี้ที่เต็มไปด้วยบริษัทโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ซีเอฟทีซียังพยายามผลักดันการจำกัดการเก็งกำไรเรื่อยมาจนถึงในปีนี้

การเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อเร็วๆ นี้ และเคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่นในปี 1980 การเก็งกำไรจาก “พี่น้องฮันท์” ทำให้ราคาเงินร่วงลงจากระดับ 48 เหรียญสหรัฐ เหลือเพียง 11 เหรียญสหรัฐ ภายใน 1 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นวันพฤหัสบดีที่ 27 มี.ค. 1980

เฮอร์เบิร์ท และเนลสัน ฮันท์ เป็นทายาทเศรษฐีน้ำมันที่ร่ำรวย ซึ่งภายหลังจากที่บิดาเสีย ก็นำมรดกมหาศาลจากบิดาเดินหน้าเข้าสู่ตลาดโภคภัณฑ์โดยมุ่งลงทุนเงินเป็นหลัก ด้วยการซื้อสัญญาซื้อขายโภคภัณฑ์ล่วงหน้า โดยเมื่อสัญญาหมดอายุลง แทนที่พี่น้องฮันท์จะจ่ายค่าส่วนต่างจากสัญญาตามปกติของนักลงทุนทั่วไป พี่น้องฮันท์กลับรับมาเป็นแร่เงินจริงๆ ที่จับต้องได้แทน และเริ่มกักตุนเงินจนราคาพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 50 เหรียญสหรัฐ

เมื่อเงินมรดกหมด พี่น้องฮันท์ได้กู้ยืมเพิ่มเติมจากธนาคาร ซึ่งให้กู้ได้อย่างง่ายดายและได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเมื่อเทียบกับนักลงทุนคนอื่นๆ โดยการลงทุนของพี่น้องฮันท์ดึงดูดให้นักลงทุนคนอื่นๆ เข้าหาโภคภัณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐรับรู้ความเคลื่อนไหวผิดปกตินี้ และเริ่มเข้ามาตรวจสอบพร้อมออกกฎจำกัดการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลองโพสิชั่น ซึ่งเป็นการเก็งว่าราคาจะปรับขึ้น ส่งผลให้ราคาเงินเริ่มปรับตัวลง

ไม่ว่าพี่น้องฮันท์จะจงใจ “ปั่นตลาด” หรือไม่ แต่การเข้า “เก็งกำไร” ก็ส่งผลให้เกิดฟองสบู่ในตลาด และยังทำให้ราคาไม่เคลื่อนไหวไปตามดีมานด์และซัพพลายที่แท้จริง รวมถึงยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับระบบการเงิน เพราะพี่น้องฮันท์ติดหนี้นายทุนวอลสตรีทอย่างมหาศาล และอาจลากกลุ่มทุนดังกล่าวให้ล้มลงตามไปด้วย หลังขาดทุนจากฟองสบู่แตกในตลาดเงิน 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.9 หมื่นล้านบาท)

ตัวอย่างดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่ปี 1980 และวิกฤตการเงินปี 2008 ก็ยังทำให้สหรัฐต้องเข้าควบคุมภาคธนาคารมากขึ้นเพื่อไม่ให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงจนเกินไปนัก และยังพยายามอุดช่องโหว่การเก็งกำไร “เกินงาม” ในโภคภัณฑ์อีก เช่น การกำหนดปริมาณการซื้อขายทั้งตลาดธรรมดาและตลาดซื้อขายล่วงหน้า

การเข้าควบคุมของสหรัฐส่งผลให้วาณิชธนกิจรายใหญ่แม้จะยังคงมีการซื้อขายโภคภัณฑ์อยู่ แต่ก็ลดขนาดธุรกิจโภคภัณฑ์ลง เช่น เจพีมอร์แกน ซึ่งขายธุรกิจโภคภัณฑ์ที่จับต้องได้ให้กับเมอร์คิวเรีย เอ็นเนอร์จี กรุ๊ป ในปี 2014 หรือมอร์แกน สแตนลีย์ที่ออกจากธุรกิจน้ำมันในปี 2014 และลดสัดส่วนสินทรัพย์โภคภัณฑ์จาก 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.36 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2011 เหลือ 321 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.1 หมื่นล้านบาท) เมื่อสิ้นปี 2015 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า การลดขนาดของภาคธนาคารและการเข้าควบภาคธนาคารของเฟด ส่งผลให้เทรดเดอร์กลับเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดย รอซส์ เกรกอรี ที่ปรึกษาจัดการของคอมโมดิตี้ เสิร์ช พาร์ตเนอร์ จากลอนดอน เปิดเผยว่า เทรดเดอร์อย่าง ทราฟิกูรา กรุ๊ป และวิตอล ต่างพยายามดึงดูดพนักงานจากวอลสตรีทด้วยรายได้ที่สูงกว่าและการควบคุมดูแลที่น้อยกว่า ให้เข้ามาทำงานในบริษัทเทรดเดอร์เหล่านั้น ขณะที่หัวกะทิของวาณิชธนกิจหันไปเปิดกิจการของตัวเอง

นอกจากนี้ เกรกอรี ยังคาดการณ์ไว้ด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารจะตบเท้าออกจากภาคธนาคารเพื่อเข้าร่วมกับบริษัทเทรดดิ้งเพิ่มขึ้น 10-20%

ยกตัวอย่างเช่น เดวิด ซิลเบิร์ท ผู้ก่อตั้งหน่วยธุรกิจด้านโภคภัณฑ์ของดอยช์แบงก์ หันไปเปิดกิจการเทรลสโตน กรุ๊ป เทรดเดอร์ด้านโภคภัณฑ์ ในปี 2013 หรือเบน ฟรีแมน อดีตเทรดเดอร์ตราสารอนุพันธ์ของโกลด์แมน แซคส์ ก็หันเปิดกิจการฮัดซันฟิลด์ เทรดเดอร์ด้านโภคภัณฑ์ที่มีจุดมุ่งหมายเติมเต็มช่องว่างการซื้อขายโภคภัณฑ์หลังวาณิชธนกิจรายใหญ่ในสหรัฐลดขนาดธุรกิจโภคภัณฑ์ลง

“การคุมเข้มของเฟดจะเป็นประโยชน์ให้แก่เทรดเดอร์ เฟดแสดงชัดเจนว่าไม่ต้องการธนาคารแตะต้องโภคภัณฑ์ที่จับต้องได้ แต่ก็ไม่มีทางเป็นไปได้” เครก พิร์รอง ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ออฟฮูสตัน กล่าว

ระบบการเงินของสหรัฐนั้นยากจะอุดรอยรั่วได้หมด ขณะที่ทางสาธารณชนมีเวลาพูดคุยถกเถียงในกฎใหม่ดังกล่าวที่เฟดนำเสนออีก 90 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่สภาในวันที่ 22 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง