
กันไว้ดีกว่าแก้
ความเหนือชั้นของข้าราชการที่มีมากกว่าพนักงานบริษัทเอกชน เป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ที่เอกชนนั้นลูกจ้างแม้จะได้รับเงินเดือนหรือผลตอบแทนรายเดือนสูงกว่าข้าราชการ แต่เมื่อเจ็บป่วยก็จะได้ใช้สวัสดิการจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นการจ่ายเงินส่วนหนึ่งเพื่อดูแลรักษาตัวเองซึ่งเป็นสิทธิที่ได้เฉพาะบุคคลเท่านั้น ในขณะที่ข้าราชการนั้นสิทธิประโยชน์ได้มากกว่าเพราะครอบคลุมไปถึงคู่สมรส บุตร พ่อ และแม่ ของตนเองด้วย ซึ่งทั้งระบบมีผู้อยู่ภายใต้โครงการนี้ 6 ล้านคน
ความเหนือชั้นของข้าราชการที่มีมากกว่าพนักงานบริษัทเอกชน เป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ที่เอกชนนั้นลูกจ้างแม้จะได้รับเงินเดือนหรือผลตอบแทนรายเดือนสูงกว่าข้าราชการ แต่เมื่อเจ็บป่วยก็จะได้ใช้สวัสดิการจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นการจ่ายเงินส่วนหนึ่งเพื่อดูแลรักษาตัวเองซึ่งเป็นสิทธิที่ได้เฉพาะบุคคลเท่านั้น ในขณะที่ข้าราชการนั้นสิทธิประโยชน์ได้มากกว่าเพราะครอบคลุมไปถึงคู่สมรส บุตร พ่อ และแม่ ของตนเองด้วย ซึ่งทั้งระบบมีผู้อยู่ภายใต้โครงการนี้ 6 ล้านคน
สิทธิประโยชน์ที่มากกว่า ทำให้ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและบุคคลในครอบครัวมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลปรับเพิ่มและการเข้าสู่สังคมสูงอายุ รวมถึงที่ผ่านมากรมบัญชีกลางได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์แต่ละรายการให้สอดคล้องกับปัจจุบัน โดยในปีงบประมาณ 2559 กรมบัญชีกลางได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การเบิกค่ายากลับบ้านนอกเหนือจากระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม หรือ DRGs (Diagnosis Ralated Groups) การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีแพทย์แผนไทย การเบิกค่ารักษาพยาบาลในงบประมาณ 2556-2559 ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและบุคคลในครอบครัวเฉลี่ยปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และมีผู้ได้รับสิทธินี้ประมาณ 6 ล้านคน แต่การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในปีนี้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ส.ค. 2559 ได้มีการเบิกจ่ายเงินแล้ว 6.46 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรมบัญชีกลางคาดว่าสิ้นปีนี้จะเบิกจ่ายเงินประมาณ 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก
อัตราการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่มีแต่เพิ่มไม่มีลด และยิ่งกรมบัญชีกลางได้ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริต เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลทุจริตยา จำนวน 11 ราย ขณะนี้ดำเนินคดีไปแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน 9 ราย จึงมีแนวคิดที่จะรื้อระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการเสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นำระบบประกันเข้ามาบริหารจัดการการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยมีหลักการว่าจะต้องไม่ทำให้ข้าราชการทั้งหมดเสียประโยชน์
แนวคิดดังกล่าว มีทั้งกระแสการคัดค้าน ต่อต้าน และเห็นด้วย โดยฝ่ายที่คัดค้านก็กลัวว่าจะทำให้สิทธิประโยชน์ที่เคยได้หดหายไป และไม่แน่ใจว่าการให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลจะดีกว่าระบบเดิมหรือไม่ กรอบการทำงานของบริษัทประกันก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้ามากำหนดเงื่อนไขรื้อระเบียบโดยเฉพาะการไล่ตรวจสอบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลอย่างไร เพราะที่ผ่านมาก็มีการเบิกตรงจากโรงพยาบาลกับกรมบัญชีกลาง จะเกิดปัญหาไร้ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายอย่างไร
แนวคิดของรัฐบาลนั้นก็ใช่ว่าจะง่าย เพราะบริษัทประกันเองก็ไม่แน่ใจที่จะเข้าร่วมมาบริหารความเสี่ยงจากการปรับเปลี่ยนระบบประกันสุขภาพข้าราชการมาเป็นการที่รัฐบาลซื้อประกันชีวิตให้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งกองทุนรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวรันส์) เพื่อมาช่วยรับความเสี่ยงด้วย การปรับเปลี่ยนอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลควรสำรวจความเห็นของข้าราชการก่อนจะดีกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง







