
ลงทุนต่ำสุดหรือยัง?
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
ในช่วงที่ผ่านมามีการโทษว่าเศรษฐกิจไทยที่นิ่งและแผ่วเบาเกิดจากภาคเอกชนมีการรีรอไม่ยอมลงทุนเพราะห่วงแต่เงินปันผล ปล่อยให้ภาครัฐเป็นผู้รับภาระฝ่ายเดียว จากช่วงครึ่งปีแรกพบว่าการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1
ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 10.4 โดยภาคเอกชนต่างดาหน้าออกมาว่าในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เห็นอนาคต และการบริโภคในประเทศยังไม่ชัดเจน แถมกำลังการผลิตยังเหลือรองรับได้อีกหลายปี โดยภาคเอกชนค่อนข้างเห็นตรงกันว่าสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น หากลงทุนไปก็เป็นความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐออกมาให้ยาหอมว่าเศรษฐกิจของประเทศพ้นปากเหวผ่านจุดต่ำสุดโดยเร่งรัดให้เอกชนลงทุน แต่ดูว่าภาคเอกชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจทั้งของโลกและในประเทศ ถึงแม้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่า “ดีวันดีคืนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงที่สุดในโลก” ซึ่งคงเกี่ยวข้องกับฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการนำเข้าชะลอตัว ราคาน้ำมันถูกลง และที่สำคัญมีเงินไหลเข้ามาเก็งกำไร ซึ่งส่งผลกระทบต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในขณะนี้
คำถามคือการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ซึ่งคาดว่าปีนี้อาจเติบโตได้ถึงร้อยละ 3.5 เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจริงหรือไม่ และการลงทุนถึงจุดต่ำสุดหรือยัง?
สำหรับผมมองว่าเศรษฐกิจปีนี้ขับเคลื่อนมาจากภาครัฐทุ่มเงินไปในโครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่หลายแสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนย่อมมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินไปกระจุกตัวที่ผู้รับเหมาเพียงไม่กี่ราย และเป็นการนำเข้า เช่น หัวรถจักร ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เหลือเงินไม่มากพอไหลเวียนอยู่ในประเทศ
ที่กล่าวเช่นนี้สะท้อนจากตัวเลขการบริโภคทั้งในเมืองและต่างจังหวัดซึ่งขยายตัวในอัตราต่ำ ในเดือน ส.ค. ดัชนีราคาผู้บริโภคขยายตัวเพียงร้อยละ 0.29 หากเทียบตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังอยู่ในแนวติดลบ ผลประกอบการของภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีอยู่ในเกณฑ์ต่ำถึงถดถอยและตัวเลขการว่างงานสูงขึ้น
นอกจากนี้ สัญญาณซึ่งแสดงถึงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะชะลอตัวกว่าครึ่งปีแรกมาจากตัวเลขการใช้ซีเมนต์กำลังอยู่ในสภาวะ ลดน้อยถดถอยลงถึงขั้นติดลบ แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวด้านการลงทุนของภาคเอกชนทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์และการขยายโรงงาน
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐพยายามผลักดันมาตรการต่างๆ เช่น ล่าสุดเตรียมปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาทผ่านธนาคารอาคาร สงเคราะห์ ภายใต้ “โครงการสินเชื่อบ้านกตัญญูให้พ่อแม่-พ่อตาแม่ยายอยู่อาศัยร่วมกัน” เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และยังมีโครงการสินเชื่อประชารัฐใช้งบหลายหมื่นล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นการให้กู้เงินไม่ได้มาเปล่าๆ ที่สุดก็กลายเป็นหนี้ครัวเรือน และบั่นทอนอำนาจซื้อของประชาชน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล
สำหรับการลงทุนของภาคเอกชน หากกำลังซื้อกลับมาผลิตไม่พอขาย ไม่ต้องห่วงเขาลงทุนเองครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







