posttoday
คดียุบปชป.-แก้รธน. เสี้ยนแทงใจรัฐบาล

คดียุบปชป.-แก้รธน. เสี้ยนแทงใจรัฐบาล

23 สิงหาคม 2553

ทําลายสถิติการอภิปรายงบประมาณที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังการอภิปรายต่อเนื่อง 3 วันรวมเวลากว่า 30 ชั่วโมง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2554 ในวาระ 23 ยังขยับไปได้ไม่ถึงครึ่ง จนต้องต่อเวลาเปิดให้อภิปรายกันในสัปดาห์นี้อีก 3 วัน

ทําลายสถิติการอภิปรายงบประมาณที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังการอภิปรายต่อเนื่อง 3 วันรวมเวลากว่า 30 ชั่วโมง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2554 ในวาระ 23 ยังขยับไปได้ไม่ถึงครึ่ง จนต้องต่อเวลาเปิดให้อภิปรายกันในสัปดาห์นี้อีก 3 วัน

 

คดียุบปชป.-แก้รธน. เสี้ยนแทงใจรัฐบาล

นับเป็นอีกกลยุทธ์แก้เกมของ “รัฐบาล” หลังจากปล่อยให้ “ฝ่ายค้าน” รุกคืบใช้เวทีสภาอภิปรายโจมตีการทำงานของรัฐบาลโดยเฉพาะเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายโครงการ จนล่วงเลยกรอบเวลาที่เคยตกลงร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน

แม้วิปรัฐบาลจะพยายามบีบให้จบภายใน 3 วันตามกำหนดเดิม ป้องกันการยืดเยื้อบานปลายอันอาจสุ่มเสี่ยงต่อกรอบ 105 วันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 168 ที่ต้องเร่งพิจารณาให้เสร็จภายในวันที่ 26 ส.ค. จนถึงขั้นยอมตัดเวลาอภิปรายของฝ่ายรัฐบาลทิ้งเพื่อให้เวลาเป็นไปตามกรอบ

ทว่าสุดท้ายฝ่ายค้านยังเดินเกมยื้อใช้พื้นที่สภาเป็นเวทีซักฟอกรัฐบาล หวังดิสเครดิตรัฐบาลผ่านการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศแบบไม่ต้องพึ่งพาสื่อแดง ทำให้ครั้งนี้วิปรัฐบาลต้องดัดหลังด้วยการงดถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ จนเชื่อว่า กรอบ 3 วันที่เปิดให้อภิปรายอาจจะใช้จริงแค่ 12 วัน

งานนี้ที่หลายฝ่ายเคยประเมินกันว่าการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 จะเป็น “งานหิน” ท้าทายรัฐบาล เพราะหากพลาดพลั้งแม้เพียงแค่คะแนนสองคะแนน ก็อาจส่งผลโดยตรงต่ออนาคตรัฐบาลที่ประคับประคองกันมานาน

แม้ความเป็นจริงแล้วสุดท้ายน่าจะไม่มีอะไรพลิกโผ เมื่อชัดเจนว่ากรอบงบประมาณ 2.07 ล้านล้านบาท เป็นที่ลงตัวของทุกฝ่ายที่ต้องการเร่งผลักดันนำไปลงพื้นที่เพื่อสร้างผลงาน สร้างคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน จึงไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับการโหวตพิจารณาผ่านงบประมาณครั้งนี้

หรือหากดูจากเสียงที่แม้จะถูกมองว่าปริ่มน้ำ แต่จากการรวบรวมสถิติของวิปรัฐบาลพบว่า การลงมติ ใน 16 มาตราที่ผ่านมา คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 260 เสียง แม้แต่พรรคเพื่อแผ่นดิน ยังลงคะแนนหนุนรัฐบาล 20 กว่าคน จาก 32 คน ซึ่งทั้งหมดยืนยันว่าเสียงรัฐบาลที่มีอยู่ไม่มีปัญหา

หรือหากฝ่ายค้านอยากจะเดินเกมยื้อต่อไป เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาล แต่ตามกรอบการพิจารณามาตรา 168 รัฐธรรมนูญระบุว่า หากเกิน 105 วัน ก็ให้ถือว่าสภาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ และให้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอต่อวุฒิสภา ดังนั้นฝ่ายค้านจึงไม่น่าจะเดินแผนนี้ ที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังอาจเสียคะแนนจากการถูกมองว่าเป็นตัวป่วนไม่ให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ผ่านงบประมาณเดินไปได้

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับรัฐบาลจึงไม่ใช่เรื่องงบประมาณแต่อย่างไร ทว่ากลับอยู่ที่ 2 เรื่องสำคัญ อย่าง คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และ การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเกิดการพลาดพลั้งย่อมส่งผลต่ออนาคตรัฐบาลและโอกาสที่รัฐบาลจะกลับมาเป็นแกนนำรวมเสียงตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป

สำหรับในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ดาบแรก ในส่วนของการใช้เงินจากกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้าเดินมาสู่การไต่สวนพยานฝั่งผู้ร้องคือ กกต. เป็นนัดที่ 3 ในวันนี้ และ นัดสุดท้ายในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะเริ่มต้นกระบวนการไต่สวนพยานของผู้ถูกร้องคือพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งจะใช้เวลาใกล้เคียงกัน

ดังนั้น ไม่น่าจะเกินปลายปีศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีนี้

คดียุบพรรคทางประชาธิปัตย์ ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญ โดยจัดวางทีมงานคุณภาพเพื่อมาต่อสู้คดี นำทีมโดย ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค และ บัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความมือดี นอกจากนี้ยังคอยสรรหาคนมาเสริมทีมอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญนอกจากข้อจำกัดเรื่องพยานหลักฐานแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย หรือกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงความพยายามปลุกกระแสเรื่อง 2 มาตรฐานให้กลายมาเป็นแรงบีบกดดันการพิจารณาคดีนี้อีกด้านหนึ่ง

อีกประเด็นล่อแหลมสำหรับรัฐบาลยังอยู่ที่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์บ่ายเบี่ยงซื้อเวลามาหลายยก ตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล ท่ามกลางเสียงรบเร้า ปนทวงถามถึง “สัญญาใจ” ที่เคยมีให้กันตั้งแต่พลิกขั้วกลับมาหนุนตั้งรัฐบาล ซึ่งประชาธิปัตย์ที่ยืนยันในจุดยืนเรื่อง เขตใหญ่เรียงเบอร์ ซึ่งนอกจากป้องกันการซื้อเสียงแล้ว ดูจะเป็นประโยชน์กับประชาธิปัตย์ในการรักษาฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้ได้ง่ายกว่า เขตเดียวเบอร์เดียวอย่างที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการ

เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา หรือพรรคขนาดกลางและเล็ก เห็นว่า เป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะแทรกตัวเข้าไปชิงพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยเดิม หากเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว จนต้องออกมารบเร้าให้รัฐบาลเร่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปิดเกมและนำไปสู่การยุบสภา เลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญใหม่

แต่ต้องยอมรับว่าความแตกแยกในเรื่องนี้ เกิดขึ้นมาหลายหนในพรรคประชาธิปัตย์ จนเป็นรอยร้าวเล็กๆ มาแล้ว เมื่อจุดยืนจากฝั่งที่เห็นว่าควรรักษาอุดมการณ์ของพรรคที่คัดค้านเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ มากกว่ายึดติดเรื่องเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมจนต้องยอมตามใจทุกเรื่อง แม้บางส่วนจะมองว่าเป็นเพียงเพราะกลัวการลุกฮือของเสื้อเหลืองที่พร้อมจะออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นั่นนำมาสู่การโยนให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุด “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” เป็นประธาน ที่หลังจากทำงานมาร่วม 2 เดือนเริ่มจะเห็นเค้าลางแล้วว่า ให้กลับมาใช้แบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน แทนพวงใหญ่แบบปัจจุบัน และเพิ่ม สส.สัดส่วน เป็น 125 คน จากเดิม 80 คน รวมเป็น สส.ทั้งหมด 500 คน ซึ่งจะต้องนำไปสู่การทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อไป

แนวโน้มที่ออกมาอย่างนี้ อันดูจะขัดกับจุดยืนของประชาธิปัตย์ที่ต่อต้านเรื่องนี้มาตลอด จึงเชื่อว่าปัจจัยนี้น่าจะกลายเป็นอีกระเบิดเวลาลูกสำคัญที่รอวันปะทุ และหากควบคุมไม่ดีก็อาจลุกลามใหญ่โตจนอาจถึงจุดจบของรัฐบาลเร็วกว่าเวลาที่คาดการณ์

แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และ ผู้จัดการรัฐบาล ที่มองว่าพรรคร่วมรัฐบาลคงต้องยอมรับในความคิดของคณะกรรมการชุดของอาจารย์สมบัติ แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์เอง “สุเทพ” ยังเชื่อว่า คณะกรรมการชุดนี้เป็นชุดที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นผู้ตั้งขึ้น ดังนั้นต้องยอมรับการตัดสินใจของคณะกรรมการทุกอย่าง

ทว่าจากท่าทีของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม มือกฎหมายของพรรค ที่เคยต่อต้านเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมาตลอดกลับออกมาส่งสัญญาณว่า จะต้องนำเรื่องนี้มาหารือกันในพรรค ส่วนจะคัดค้านหรือไม่คงต้องฟังเหตุผลกันภายในพรรคและขึ้นกับที่ประชุมพรรค

ทั้งคดียุบพรรคประชาธิปัตย์และการแก้รัฐธรรมนูญ จึงเป็น 2 ปัจจัยเสี่ยงสำหรับรัฐบาล ที่จะต้องฟันฝ่าต่อไป โดยมีอนาคตของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เป็นเดิมพัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ