
เบนซ์รุกหนักเอสยูวีหรู
เน้นทำตลาดจริงจังหลังโตแรงพร้อมส่งรุ่นใหม่ลุยปลายปี
เน้นทำตลาดจริงจังหลังโตแรงพร้อมส่งรุ่นใหม่ลุยปลายปี
เบนซ์จับกระแสเอสยูวีมาแรง พร้อมลุยตลาดเต็มสูบ ล่าสุดส่ง จีแอลซี 250 ดี 4 เมติกส์ คูเป้ กระตุ้นยอดปลายปี
นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้เพิ่มประเภทรถยนต์ที่บริษัทจะเน้นการทำตลาดอีก 1 กลุ่มใหม่ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในระดับโลกรวมถึงผู้บริโภคในประเทศไทย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาให้ความสนใจกับรถเอสยูวีมากขึ้น
“การให้ความสำคัญกับการทำตลาดในกลุ่มรถยนต์เอสยูวีเกิดจากที่ผ่านมาผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อรถเอสยูวีเป็นรถยนต์คันที่ 2 หรือคันที่ 3 ของบ้าน แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมาเลือกซื้อรถเอสยูวีเป็นรถคันแรกของบ้านจึงทำให้ความต้องการในตลาดมีเพิ่มขึ้นด้วย” นายเกรเว่ กล่าว
ทั้งนี้ เดิมบริษัทจะทำตลาดรถยนต์ใน 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.กลุ่มคอมแพกต์คาร์ 2.กลุ่มลักซ์ชัวรี่คาร์ 3.กลุ่มดรีมคาร์ ขณะที่รถเอสยูวีถูกนำไปรวมกับกลุ่มลักซ์ชัวรี่คาร์ ซึ่งเดิมทีกลุ่มดังกล่าวจะเน้นไปที่รถยนต์นั่ง 4 ประตู (ซีดาน) แต่ด้วยเทรนด์การเติบโตของตลาดรถเอสยูวีจึงมีการแยกออกมาโฟกัสโดยเฉพาะส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีรถยนต์ที่จะทำตลาดรวม 4 กลุ่ม
นายเกรเว่ กล่าวอีกว่า จากการเติบโตของกลุ่มรถเอสยูวีในไทย ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการนำเสนอรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียมสู่ตลาดและเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท โดยในปีที่ผ่านมาสัดส่วนยอดขายรถเอสยูวีคิดเป็น 15-20% ของยอดขายรวมทั้งหมด ขณะที่รอบ 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) บริษัทมียอดขายรถเอสยูวีอยู่ที่ 1,146 คัน เติบโตขึ้น 300% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดขายรวมในรอบ 8 เดือนของบริษัทอยู่ที่ 7,700 คัน เติบโตขึ้น 9.3%
“การเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดตัวรถใหม่ของบริษัทที่ครอบคลุมความต้องการของรถเอสยูวี โดยที่ผ่านมาได้เปิดตัวรถในกลุ่มเอสยูวีไปแล้ว 6 รุ่น และล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี 250 ดี 4 เมติกส์ คูเป้ ซึ่งเป็นรุ่นที่ 7 ในกลุ่มรถเอสยูวีของบริษัท มีราคาเริ่มต้นที่ 4.09-4.49 ล้านบาท คาดว่าในอนาคตทิศทางการเติบโตของกลุ่มรถ
ประเภทเอสยูวีจะมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง” นายเกรเว่ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าของโครงการรถยนต์ไฟฟ้าล่าสุดบริษัทได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทุกสัปดาห์ มองว่าการดำเนินการของรัฐบาลเป็นการวางนโยบายด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรักษาให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ต่อไปในอนาคต จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมของโรงงานผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย และในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้การรับรู้ของรถยนต์ไฟฟ้าต่อผู้บริโภคเป็นไปในทิศทางบวกและตอบรับกับเทคโนโลยีได้อย่างมีข้อมูลในอนาคต







