
ดึงต่างชาติลงทุนดันส่งออก
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวอย่างมั่นใจว่าตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะติดลบไม่เกิน 1% ขณะที่หลายสำนักคาดการณ์ว่าจะติดลบ 2%
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวอย่างมั่นใจว่าตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะติดลบไม่เกิน 1% ขณะที่หลายสำนักคาดการณ์ว่าจะติดลบ 2%
ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียด พิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สำนักงานได้ทำประมาณการส่งออกทั้งปี 2559 คาดว่าการส่งออกจะหดตัว -1.0-0.0% ภายใต้สมมติฐานคือ การขยายตัวเศรษฐกิจโลกเติบโต 3.1% อัตราแลกเปลี่ยน 35-37 บาท/เหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 35-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมโลกลดลง 8-10% ราคาสินค้าเกษตรสำคัญของโลกลดลง 2-4%
ขณะที่รายละเอียดการส่งออกเดือน ส.ค. 2559 พบว่ากลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรยังคงลดลง 4.1% ตามการชะลอตัวของอุปสงค์โลกและราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น ยางพาราลดลง 31.9% น้ำตาลทรายลดลง 21.4% ข้าวลดลง 8% และอาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป ไม่รวมกุ้งลดลง 1.9% แต่ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่ม 16% กุ้งสดเพิ่ม 20.1% ไก่แปรรูปเพิ่ม 11.2% และมันสำปะหลังเพิ่ม 5.7% ขณะที่สินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่ม 9% โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบเพิ่ม 40.4% เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์เพิ่ม 44.5% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบเพิ่ม 25% อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์ ไดโอด เช่น แผงโซลาร์เซลล์เพิ่ม 102.6% ผลิตภัณฑ์ยางเพิ่ม 11%
ขณะที่การส่งออกรายตลาด พบว่าตลาดหลักส่งออกเพิ่ม 11.1% โดยสหรัฐเพิ่ม 14.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มมากสุดรอบ 42 เดือน ญี่ปุ่นเพิ่ม 5.7% สหภาพยุโรป (15) เพิ่ม 11.8% ตลาดศักยภาพสูงเพิ่ม 2.5% โดยเฉพาะจีนเพิ่ม 4.4% สูงสุดในรอบ 32 เดือน อาเซียนเพิ่ม 2.6% ได้แก่ อาเซียนเดิม (5) เพิ่ม 4.2% ซีแอลเอ็มวีเพิ่ม 0.3% ตลาดศักยภาพรองเพิ่ม 12.4% เช่น ทวีปออสเตรเลีย (25) เพิ่ม 24% ละตินอเมริกา 37.9% เป็นต้น
พิมพ์ชนก กล่าวว่า ส่วนการนำเข้าสินค้าในเดือน ส.ค. พบว่ามีการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 3.91% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีเพราะภาคเอกชนยังมีการลงทุนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าทุนลดลง 2.31% ซึ่งเป็นตัวเลขนำเข้าที่น้อยลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนๆ ขณะที่สินค้าเชื้อเพลิงมีการนำเข้าลดลง 26.40% จากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ทรงตัวต่ำ
สุวิทย์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคงไปพูดถึงตัวเลขส่งออกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะโครงสร้างการส่งออกไทยกำลังปรับเปลี่ยนไปและจะเห็นผลในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยผู้ประกอบการไทยมีการย้ายฐานผลิตสินค้ามากขึ้น ตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการลงทุนไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการลงทุนเพิ่มที่ตลาดซีแอลเอ็มวีและตลาดยุโรปที่กำลังผลักดันให้ไทยเข้าไปลงทุน เพราะเศรษฐกิจยุโรปไม่ได้ดีเหมือนอดีต ทำให้ตัวเลขการส่งออกในอนาคตจะปรับตัวลดลง แต่ไปเพิ่มในส่วนของการลงทุนที่จะทำรายได้เข้ามาประเทศมากขึ้นรวมทั้งภาคบริการที่จะเข้ามาสร้างรายได้เพิ่ม
อย่างไรก็ดี นโยบายรัฐบาลก็มีแผนที่จะผลักดันให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเช่นเดียวกันผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยประเทศเป้าหมายที่จะเชิญมาลงทุนคือ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ รวมถึงสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีแผนจะเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนี เพื่อชักชวนมาลงทุนตามอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลด้วย
มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า แผนผลักดันการส่งออกสินค้าไทยในช่วงที่เหลือ ตลาดอาเซียนจะเน้นยุทธศาสตร์ ความร่วมมือกับกลุ่มซีแอลเอ็มวี จะขยายช่องทางการค้าไปยังกลุ่มโมเดิร์นเทรดมากขึ้น และการเจาะตลาดตามแผนซิตี้โฟกัส ตลาดนิชมาร์เก็ตและซูเปอร์ริช ตลาดยุโรป แม้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังมีโอกาสในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวจากอัตราการว่างงานลดลงและจีดีพีโต 4%
ขณะที่ตลาดสหรัฐ แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายเพื่อจับตาการเลือกตั้ง แต่จากการที่ไทยได้เลื่อนสถานะการจัดอันดับด้านแรงงานที่ดีขึ้นจากเทียร์ 3 มาอยู่เทียร์ 2 วอชลิสต์ ทำให้เกิดความเชื่อต่อสินค้าไทยมากขึ้น โดยกลุ่มที่จะเจาะเป็นตลาดนิชมาร์เก็ต ตลาดเอเชียใต้จะใช้ยุทธศาสตร์ พาร์เนอร์ ชิป และเจาะเมืองหลักและเมืองรองมากขึ้น
ด้านศูนย์อีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยจะลดลง 2.1% ในปีนี้ โดยถูกกดดันจากราคาน้ำมันในระดับต่ำและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า
ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับประมาณการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2559 ใหม่ จากเดิมคาดว่าจะติดลบ 2% เป็นติดลบ 1.8%







