
จับตาศึกวาทะว่าที่ผู้นำ ทิศทางมะกันยังฟันธงยาก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ อักษราภัค ลาภานันต์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ อักษราภัค ลาภานันต์
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่าง ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน เตรียมขึ้นเวทีโต้วาทีทางโทรทัศน์ครั้งแรกจากทั้งหมด 3 เวที ก่อนที่ประชาชนชาวอเมริกันจะตบเท้าเข้าสู่คูหาเลือกตั้งในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้
นโยบายเศรษฐกิจระหว่างฮิลลารี และทรัมป์ มีความเหมือนและแตกต่างกันบางประการ โดยนโยบายทางเศรษฐกิจของทั้งคู่มีแนวโน้มที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ทั้งฮิลลารี และทรัมป์ ต่างเห็นตรงกันในด้านการปิดประตูการค้าเสรี ท่ามกลางความยากที่จะคาดเดาแนวโน้ม “ผู้ชนะ” ในศึกครั้งนี้ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ในฝ่ายของทรัมป์ ชูนโยบายเศรษฐกิจเอาใจประชาอย่างการลดภาษีนิติบุคคลจาก 39% เป็น 15% โดยทรัมป์หวังว่าการลดภาษีจะช่วยให้ภาคเอกชนหันลงทุนมากขึ้น ขณะที่ยังเป็นการแข่งขันด้านภาษีกับประเทศอื่น พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังเสนอให้ดึงดูดเอกชนสหรัฐกลับประเทศด้วยการคิดอัตราภาษีเดียวที่ 10% อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของคณะกรรมการเพื่อการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างเหมาะสม (ซีอาร์เอฟบี) องค์กรไม่แสวงผลกำไรในสหรัฐ พบว่านโยบายของทรัมป์ จะทำให้เพิ่มหนี้สาธารณะเพิ่มเติมหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐในสิบปีข้างหน้า ซึ่งหากประกอบกับคาดการณ์ที่หนี้สาธารณะสหรัฐจะเพิ่มขึ้นราว 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 405 ล้านล้านบาท) ใน 10 ปีข้างหน้า ระดับหนี้สาธารณะสหรัฐจะอยู่ที่ 105% ของขนาดเศรษฐกิจเลยทีเดียว
ขณะที่ ฮิลลารี ซึ่งเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำในสหรัฐนั้นมีมากเกินไป ชูนโยบายเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากผู้มีรายได้มากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 175 ล้านบาท) และยังเสนอนโยบายเก็บภาษีมรดกเพิ่มเป็น 65% สำหรับอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่มูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) พร้อมขึ้นภาษีที่ดินจาก 40% เป็น 45%
อย่างไรก็ตาม แม้การเสนอขึ้นภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจะทำให้ฮิลลารีสามารถดึงฐานเสียงของ เบอร์นี แซนเดอร์ส อดีตคู่แข่งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคได้ แต่การขึ้นภาษีดังกล่าวก็ยังน้อยไป และอาจจะไม่ครอบคลุมนโยบายเรียนฟรีและฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูเด็ก โดยจากการประเมินของซีอาร์เอฟบี พบว่าฮิลลารีจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันที่เกือบ 77% เป็น 86% ของขนาดเศรษฐกิจภายในปี 2026
วอชิงตันโพสต์ ระบุว่า การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มทำให้กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม และดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนในพันธบัตรดังกล่าว ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และเป็นปัจจัยกดดันผู้ส่งออกสหรัฐ ขณะที่การค้าขาดดุลของสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทรัมป์พยายามจะกำจัด
ทรัมป์พยายามจะกำจัดการค้าขาดดุลของสหรัฐ เนื่องจากทรัมป์เห็นว่าการค้าขาดดุลดังกล่าวทำให้ชาวอเมริกันต้องตกงานและสูญเสียรายได้เมื่อสินค้าราคาถูกจากต่างชาติเข้ามาตีตลาด ดังนั้น ทรัมป์จึงพยายามจะกำจัดการค้าเสรี เช่น ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งนับเป็นนโยบายสำคัญในยุคของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ต้องการสร้างสมดุลอำนาจในเอเชียผ่านการค้าเสรียกภูมิภาค
ทีพีพีนับเป็นนโยบายที่ฮิลลารีช่วยโอบามากรุยทางสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ ฮิลลารีเปลี่ยนจุดยืนจากผู้สนับสนุนการค้าเสรีสู่การมองการค้าเสรีในด้านลบ และให้สัญญาไม่สนับสนุนทีพีพีหากได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ โดยระบุว่า ในขณะที่ฮิลลารียังเป็นวุฒิสภาจากนิวยอร์ก ได้ต่อต้านการค้าไม่เป็นธรรม เช่น การค้าเหล็กจากจีน
“คำตอบไม่ใช่การโต้ตอบด้วยความโกรธหรือตัดตัวเราเองออกจากโลก ซึ่งนั่นจะยิ่งทำลายการจ้างงานมากขึ้น แต่คำตอบคือเราต้องทำให้การค้านั้นดีสำหรับเรา ไม่ใช่ทำร้ายเรา ดังนั้นสารที่ฉันจะบอกแก่แรงงานในมิชิแกนและทั่วสหรัฐ คือ ฉันจะหยุดข้อตกลงการค้าที่ทำลายการจ้างงานและฉุดรายได้ ซึ่งรวมถึงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก” ฮิลลารี กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าฮิลลารีอาจเปลี่ยนจุดยืนกลับมาสนับสนุนทีพีพีอีกก็เป็นได้
ในช่วงเวลาที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามามากยิ่งขึ้น ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับว่าที่ผู้นำสหรัฐก็ยิ่งมีมากขึ้นเช่นกัน โดยผลสำรวจความเห็นล่าสุดพบว่า คะแนนนิยมของฮิลลารีนำทรัมป์อยู่เพียง 4% ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น
ที่ผ่านมาคะแนนนิยมในตัวทั้งสองอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมาตลอด และยิ่งไปกว่านั้น ยังพบความผันผวนมากยิ่งขึ้นในช่วงใกล้เข้าสู่การเลือกตั้ง โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ของอิปซอส/รอยเตอร์ส บ่งชี้ว่าทรัมป์เริ่มมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมา อีกทั้งยังพบว่ามีแนวโน้มที่ทรัมป์จะดึงเสียงสนับสนุนจากฮิลลารีได้ในหลายรัฐ ซึ่งรวมถึงโอไฮโอ และฟลอริดา และอีก 5 รัฐยังมีคะแนนนิยมใกล้เคียงกัน เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
เจอร์ราด เบเกอร์ บรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล มองศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างมาก เนื่องจาก “เป็นครั้งแรกที่ผู้สมัครทั้งสองคนไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวอเมริกัน” ทำให้คาดการณ์ว่าที่ผู้นำสหรัฐได้ยาก โดยล่าสุดรอยเตอร์สเปิดเผยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 20% ยังคงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร เมื่อเทียบกับ 12% ในช่วงเดียวกันของการเลือกตั้งปี 2012 ชี้ให้เห็นความไม่นิยมในตัวคนทั้งคู่
หนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะประชากร โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของชาวอเมริกันเชื้อสายสเปน หรือกลุ่มฮิสปานิก และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย โดยยิ่งมีจำนวนประชากรที่ไม่ใช่คนขาวเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อฐานเสียงของพรรคเดโมแครตมากเท่านั้น
ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ฐานเสียงของผู้ยังไม่ตัดสินใจ โดยรอยเตอร์สเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะใกล้เคียงกับฐานเสียงของทรัมป์ เช่น เป็นคนผิวขาว สูงอายุ ที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย และไม่พอใจกับกลุ่มอำนาจในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี มีปัจจัยบางประการที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงไม่สามารถตัดสินใจเลือกทรัมป์ได้ โดยผลสำรวจพบว่าในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเพศ ชี้ว่าฐานเสียงของทรัมป์เป็นผู้หญิง 48% เมื่อเทียบกับฮิลลารีที่ 52%
“กลุ่มสตรีที่ยังเลือกไม่ได้ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาไม่ไว้ใจฮิลลารี แต่ขณะเดียวกันทางเลือกที่มีอยู่อย่างทรัมป์ ก็ทำให้พวกเขาหวาดกลัวถึงอนาคต” เคที แพกเกอร์ นักกลยุทธ์ของพรรครีพับลิกัน กล่าว
และเวทีโต้วาทีทางโทรทัศน์แรกในวันที่ 27 ก.ย.นี้ ก็จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการดึงชาวอเมริกันอีกราว 27 ล้านคน ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใครในเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนนี้







