
เพิ่มประสิทธิภาพการจ้างงาน ด้วย 'ข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ต'
โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
ปัญหาของตลาดแรงงานไทยโดยรวมคือการไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเกิดจากปัญหาของข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ในหลายๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น ลูกจ้างต้องการหางานที่ดีๆ แต่ไม่รู้จะหาได้อย่างไร นายจ้างต้องการรับคนที่เหมาะสมเข้าทำงาน แต่ไม่ทราบว่าอยู่ไหน ภาครัฐต้องการใช้ตัวชี้วัดที่ดีในด้านตลาดแรงงาน หรือสถาบันการศึกษาต้องการทราบว่าจะผลิตคนอย่างไรถึงจะตรงใจตลาดแรงงาน การไม่ทราบซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตลาดแรงงานเกิดความไม่สอดคล้อง (Labor Market Mismatch) ในหลายมิติ และสุดท้ายก็เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็นกัน เช่น ปัญหาการเปลี่ยนงาน
บ่อยๆ ปัญหาการได้คนที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติของงาน หรือปัญหาการที่ทักษะของบัณฑิตที่จบใหม่ล้วนไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง เป็นต้น
การที่ภาครัฐจะรับทราบถึงปัญหาความไม่สอดคล้องดังกล่าวในปัจจุบัน ยังทำได้เพียงการใช้ข้อมูลการสำรวจจากหน่วยงาน (Administrative Survey Data) ภาครัฐเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจกำลังแรงงาน (Labor Force Survey) การสำรวจความต้องการจ้างงาน (Labor Demand Survey) หรือการสำรวจอุตสาหกรรมของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นต้น แต่ทว่าการใช้ข้อมูลเหล่านี้เองก็ยังมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ เช่น ภาครัฐจะต้องมีต้นทุนในการเก็บสูง (ซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชน) เป็นข้อมูลที่มีความล่าช้า (Time Lag) ไม่เป็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ และในหลายครั้งที่การเก็บเป็นการใช้แบบสอบถามเดิมๆ ที่ถูกใช้มานานจากในอดีต ทำให้ผลการสำรวจอาจไม่สะท้อนเศรษฐกิจ และไม่มีการปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป (เช่น งานใหม่ๆ ทักษะที่เปลี่ยนแปลงไป) นอกจากนี้ ในหลายคำถามที่เก็บก็ไม่มีความจำเป็น ในขณะที่คำถามที่จำเป็นๆ กลับไม่ได้มีการถามจากกลุ่มสำรวจ
ทั้งนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ต (Internet Data) ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน งานศึกษาจาก ดร.เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู ดร.วรประภา นาควัชระ และคุณปภัสสร แสวงสุขสันต์ ที่นำเสนอในงาน BOT (Bank of Thailand) Symposium 2016 ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นงานชิ้นแรกๆ ของประเทศที่จะใช้ข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ต 2 แหล่งซึ่งได้แก่ (1) ข้อมูลจาก Google Trends และ (2) ข้อมูลจากเว็บไซต์หางาน มาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดแรงงานในมุมมองใหม่ๆ
ผลการศึกษาส่วนแรกได้ใช้ข้อมูลจากการ Search Internet ใน Google Trends มาใช้วิเคราะห์ โดยใช้วิธีการที่เรียกว่าการทำ Nowcasting (คาดการณ์ปัจจุบัน) เช่น เมื่อวิเคราะห์จำนวนครั้งที่มีการค้นหา
คำว่า “หางาน” หรือ “สมัครงาน” จาก Google Trend มาวิเคราะห์ จะทำให้เห็นถึงความถี่ของการค้นคำดังกล่าวในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งพอนำมาเปรียบเทียบกับอัตราการว่างงานที่รายงานจากภาครัฐแล้วพบว่า ข้อมูลที่ได้จากเสิร์ชเอนจิ้นนี้เป็นข้อมูลที่เรียลไทม์กว่า และสะท้อนปัญหาการว่างงาน ณ ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่ผลจากการใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์หางานมาวิเคราะห์งานโดยจำแนกเป็นข้อมูลจากการโพสต์ตำแหน่งงานที่ว่าง (อุปสงค์) และข้อมูลจาก Resume ของผู้ต้องการหางาน (อุปทาน) พบว่าการกระจายตัวของอุปสงค์และอุปทานแรงงานในแต่ละจังหวัดกลับไม่สอดคล้องกันนัก (จังหวัดที่ต้องการแรงงาน ปวส.มาก กลับมีคนสมัครน้อย ในขณะที่จังหวัดที่ต้องการแรงงานน้อยกลับมีคนสมัครมาก) ซึ่งผลที่ได้นี้ชี้ว่าปัญหาความไม่สอดคล้องในตลาดแรงงานอาชีวะอาจไม่ได้เกิดจากคนเรียนอาชีวะออกมาน้อย แต่อาจเป็นปัญหาความไม่สอดคล้องในเชิงพื้นที่ (Spatial Mismatch) มากกว่า นอกจากนี้ข้อมูลจากเว็บไซต์หางานยังสามารถถูกนำมาใช้วิเคราะห์ความแตกต่างของการจ้างงานจำแนกตามเพศ สาขาที่จบ และมหาวิทยาลัยที่จบได้ด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตจะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจในการนำมาวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจสภาพของตลาดแรงงานในบ้านเราก็ตาม แต่ข้อมูลประเภทนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่บางประการ
ประการแรก ข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ตต้องการทักษะขั้นสูงจากผู้วิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่การเก็บข้อมูล (Collecting) การจัดการข้อมูลอย่างประณีต (Elaborating) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analyzing) และการเผยแพร่ (Disseminating) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่สถาบันการศึกษาต้องเร่งผลิตบุคลากรที่เป็น Big Data Scientist ที่มีความสามารถให้เพิ่มมากขึ้น
ประการที่สอง ข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ตไม่ได้มี Sampling Frame ที่ชัดเจน ทำให้อาจจะเกิดการบิดเบือนจากการเป็นตัวแทนระดับชาติ (National Representative) เช่น คนที่จะใช้เว็บไซต์หางานโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีความรู้ด้านไอทีหรือทำงานในเมืองที่การเข้าถึงระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องง่าย ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะสะท้อนข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่บิดเบือนเหล่านี้แทนที่จะเป็นข้อมูลของตลาดแรงงานทั้งประเทศ
ประการที่สาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการใช้ข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ตเหล่านี้จะก้าวล้ำเส้นในด้านของประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมในการใช้ข้อมูลมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่มีการถกเถียงเป็นที่แน่ชัด
ประการสุดท้าย ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่นี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่บริษัทเอกชนเป็นเจ้าของ (Corporate Data Source) ซึ่งเป็นการยากในการได้ข้อมูลเชิงลึกจริง
ถึงแม้ว่าข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ตนี้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงผลได้ (Benefit) ที่จะได้รับเปรียบเทียบกับต้นทุนในการใช้ (Cost) แล้ว ต้องยอมรับครับว่าข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ตนี้มีความคุ้มค่าที่น่าจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในตลาดแรงงานให้มากขึ้น







