posttoday
งบประมาณมีจำกัด รัฐต้องคัดมาตรการกระตุ้น

งบประมาณมีจำกัด รัฐต้องคัดมาตรการกระตุ้น

26 กันยายน 2559

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีปัจจัยความเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลยังคงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะๆ แต่ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด จากการจัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้า รวมทั้งมีภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายแสนล้านบาท รัฐบาลจึงควรต้องคัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ตรงกับกลุ่มคนที่เดือดร้อน มากกว่าที่จะเป็นมาตรการที่หว่านเงินกระจายไปหมด และบางครั้งสร้างกำลังซื้อที่เอื้อบางธุรกิจ

ทั้งนี้ ความหวังของรัฐบาลที่จะให้การลงทุนภาคเอกชนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจคงเป็นไปได้ยาก เมื่อดูจากท่าทีของ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) ล่าสุดที่ออกมาระบุว่า การลงทุนต้องมาจากความคุ้มค่า จากผลตอบแทน กำไร ไม่สามารถตัดสินใจได้เร็ว สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. 2559 ที่ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 จากความกังวลของผู้ประกอบการเกี่ยวกับการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งการเตรียมปรับค่าจ้างแรงงาน

แม้แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เองก็ยอมรับว่า แม้จะเชื่อว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะขยายตัวได้ 3% แต่เดือนสุดท้ายของไตรมาส 3 พบว่ามีอาการบางอย่างที่ทำให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลง โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้น้อย ดูจากยอดขายปูนซีเมนต์ และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ลดลงคลังจึงต้องกลับมาพิจารณาว่าจะต้องออกมาตรการเข้าไปดูแลเศรษฐกิจในจุดไหนได้บ้าง

รมว.คลัง เห็นว่า ในระหว่างทางของเศรษฐกิจ หากพบว่ามีสัญญาณไม่ดี ก็จะออกมาตรการเข้าไปดูแลทันที จะไม่ยอมปล่อยให้เศรษฐกิจตกลง เพราะหากปล่อยให้เศรษฐกิจตกลงไปจะทำให้ดึงขึ้นมายาก

ขณะที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็เตรียมหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก เพราะเป็นกลุ่มที่จะมีการใช้จ่ายรวดเร็ว ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบได้เร็วกว่ากลุ่มอื่น

โดยรัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงการคลังและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดูแลในส่วนนี้ และคาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในสัปดาห์นี้

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลที่ใช้งบประมาณในไตรมาสสุดท้ายในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยังประสบปัญหารายได้ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเกษตรกรยังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ เพราะความสามารถในการปรับตัวจำกัด ควบคุมราคาพืชผลไม่ได้ อีกทั้งการโยกย้ายไปทำอาชีพอื่นไม่ง่ายอย่างอาชีพอื่นจากรูปแบบการใช้ชีวิตผูกอยู่กับที่ดินทำมาหากิน

อย่างไรก็ดี มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่คาดว่า จะออกมาในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยในทางอ้อม จากกำลังซื้อของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริโภคประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายดีขึ้น โดยการจับจ่ายใช้สอยของเกษตรกรเกิดผลดีกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ในกลุ่มเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เครื่องมือการเกษตร สร้างเงินหมุนเวียนในชนบท เพิ่มเติมจากการผ่อนคลายปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกร

เชาว์ เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพราะทรัพยากรทางการคลังมีจำกัด ควรถูกใช้ในเรื่องจำเป็น คือ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากกว่า โดยนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายควรใช้อย่างระมัดระวัง

“เห็นด้วยที่รัฐบาลเคยบอกว่า ไม่อยากกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม หรือจะใช้นโยบายแบบนี้อย่างระมัดระวัง อย่างการกระตุ้นใช้จ่ายช่วงปลายปีที่แล้วหรือช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นการช่วยภาคการท่องเที่ยวได้ชั่วคราว แต่จากนี้น้ำหนักของรัฐบาลนี้น่าจะอยู่ที่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสำคัญ” เชาว์ กล่าว

นอกจากนี้ แม้จะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายยังขับเคลื่อนได้ดี จาก 2 ส่วน คือ ภาคการบริโภค จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งเป็นฤดูกาลใช้จ่ายที่คึกคักช่วงสิ้นปีถึงปีใหม่ อีกส่วนหนึ่งคือการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งตามแผนจะมีการเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่เปิดปีงบประมาณใหม่

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตรียมปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2559 ขึ้นจากเดิมประเมินไว้ที่ 3% โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเหนือ 3% ได้ หลังจากที่ครึ่งปีแรกจีดีพีขยายตัวถึง 3.4% เกินความคาดหมายโดยมีตัวช่วยจากยอดขายรถยนต์ ส่วนในครึ่งปีหลังอาจจะเติบโตน้อยกว่าครึ่งปีแรกเล็กน้อย แต่มากกว่า 3% แน่นอน สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังมีความสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องใช้มาตรการกระตุ้นเป็นพิเศษ

ด้าน ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มาถูกทางแล้วที่ใช้นโยบายการคลังในการดูแลเศรษฐกิจ แต่ก็ทำด้วยงบประมาณไม่มากเกินไป เพราะรู้ว่าจะกระทบหนี้ครัวเรือน แนวนโยบายดังกล่าวทำให้ต่างชาติให้เครดิตกับรัฐบาลชุดนี้ที่ไม่ทำอะไรที่เสียวินัยการคลัง และเชื่อว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอีก แต่ไม่มากจนขาดวินัยการคลัง

สำหรับปีหน้า ปริญญ์ เชื่อว่ารัฐบาลไม่ต้องอัดฉีดเงินเพิ่มเติม แต่จะใช้วิธีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนที่วางไว้ ขณะที่ภาคเอกชนก็เริ่มลงทุนในปีหน้า จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว และเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น

จะเห็นได้ว่า แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกจะยังมีความเปราะบางอยู่ ยังจำเป็นต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินงบประมาณของไทยมีอยู่จำกัด และยังต้องมีวินัยการคลังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศการจัดสรรงบกระตุ้นของรัฐบาล จึงต้องใช้เม็ดเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยทิศทางหลักของรัฐบาลยังควรเร่งกระตุ้นผ่านการใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นปัจจัยในการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์