
ต้องไม่เลือกปฏิบัติ
แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุทธศาสตร์ปราบโกง โดยมีการระดมหน่วยงาน
แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุทธศาสตร์ปราบโกง โดยมีการระดมหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันขับเคลื่อนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งตัว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกคำสั่งมาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการสีเทาจำนวนมากออกจากตำแหน่ง เพื่อรอผลการสอบสวน ซึ่งผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม กลไกสำคัญในการปราบปราบโกงยังคงเป็นหน้าที่หลักของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ในฐานะประธาน ป.ป.ช. ซึ่งถือเป็นองค์กรอิสระ
ทั้งนี้ การเป็นองค์กรอิสระ นั่นหมายความว่า ป.ป.ช.ต้องเป็นกลาง และทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าผู้กระทำผิดนั้นเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายตรงกันข้าม
ทว่าในเวลานี้มีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายมองว่า การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ไม่ค่อยจะโปร่งใส มีการเลือกปฏิบัติ เสมือนเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในรัฐบาล มุ่งสอบสวนเล่นงานเฉพาะคดีของฝ่ายตรงกันข้ามอย่างหนัก และมักจะเมินเฉยต่อเรื่องที่มีการกล่าวหาคนของฝ่ายรัฐบาลมีผลประโยชน์หรือกระทำผิดกฎหมาย
ล่าสุดเรื่องที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ ช่วยเหลือห้างหุ้นส่วน บุตรชายได้รับเหมางานก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาคที่ 3 รวมถึงข้อกล่าวหา นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยา พล.อ.ปรีชา เดินทางโดยใช้เครื่องบิน ซี-130 ของกองทัพอากาศเพื่อไปสร้างฝายชื่อ แม่ผ่องพรรณพัฒนา ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพย์สินของราชการ
เรื่องนี้ ป.ป.ช.ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะเข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจัง เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล ซึ่งสวนทางกับคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกสอบถึง 15 คดี รวมถึงคดีของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ที่ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงแสดงความเคลือบแคลงสงสัยในคดีที่ ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องไปแล้ว คือ คดีโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไม่โปร่งใส โดยมีการสอบสวนและสรุปผลอย่างรวดเร็วว่าไม่ผิด และยังมีกรณี ป.ป.ช.จะพิจารณาถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ออกจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวเพื่อต้องการให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีพ้นบ่วงในคดีนี้
จากประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้นนั้น หาก ป.ป.ช.เพิกเฉย มองเป็นเรื่องขี้แพ้ชวนตีของฝ่ายตรงกันข้ามหรือผู้กระทำผิด ก็จะยิ่งทำให้ ป.ป.ช.เสียหาย ดังนั้นเพื่อความสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการทุกคดีอย่างตรงไปตรงมา อย่าให้ประชาชนมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติไม่มีความเป็นธรรม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะยิ่งทำให้ ป.ป.ช.เสื่อมลง ในทางกลับกันผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ต้องหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ในความบริสุทธิ์ของตนเอง ขออย่าได้สร้างกระแสเพื่อมาบิดเบือนข้อเท็จจริง ให้ต่อสู้ไปตามกระบวนการของกฎหมายเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ด้วยดี







