posttoday
แก้หนี้ครู ปัญหาชาติ ทิ้งไว้นานอาจพังทั้งระบบ

แก้หนี้ครู ปัญหาชาติ ทิ้งไว้นานอาจพังทั้งระบบ

22 กันยายน 2559

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ได้ร่วมลงนามกับกระทรวงศึกษาธิการ ในโครงการลดภาระหนี้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้ธนาคารออมสินอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ใช้เงินที่ทายาทจะได้รับในอนาคตมาค้ำประกัน ได้แก่ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (ช.พ.ค.) หรือเงินบำเหน็จตกทอด เพื่อให้ครูนำเงินสินเชื่อใหม่มาลดภาระหนี้หรือปิดบัญชีหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

โครงการนี้ถือเป็นความพยายามในการจัดการปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของข้าราชการครู เพราะจากข้อมูลกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พบว่า ครู 1 คน เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์และธนาคารเฉลี่ย 1.6 ล้านบาท/คน และครูทั้งระบบที่มีราว 9 แสนคน มีหนี้รวมกันมากกว่า 1.2 ล้านล้านบาท แยกเป็นหนี้กับธนาคารออมสิน 5 แสนล้านบาท ที่เหลืออีก 7 แสนล้านบาทกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ และหนี้นอกระบบ

ในรอบแรกเมื่อกลางปี 2558 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับธนาคารออมสิน เปิดลงทะเบียนลูกหนี้ ช.พ.ค.ที่มีปัญหา แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ในขั้นวิกฤต ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดี กลุ่มลูกหนี้ใกล้วิกฤต กลุ่มที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 12 งวดติดต่อกัน และกลุ่มลูกหนี้ปกติ มีครูลงทะเบียนกว่า 5.13 หมื่นราย มูลหนี้รวม 7.21 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ปกติที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ย

ส่วนพวกลูกหนี้ขั้นวิกฤต มีการส่งหนังสือทวงถามผิดนัดชำระหนี้ 1.3 หมื่นราย แต่มีผู้ที่ติดต่อเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้แค่ 6,000 ราย อยู่ระหว่างฟ้องร้อง 4,000 ราย ในจำนวนนี้ มีครูที่กู้เงินในโครงการ ช.พ.ค. แล้วไม่ยอมชำระหนี้อีก 6.7 หมื่นคนด้วย

ประกอบกับหลังจากที่มีการแก้ พ.ร.บ.สหกรณ์เมื่อ 3 ปีก่อน ที่ให้สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้รายแรกที่สามารถหักหนี้ในบัญชีเงินเดือนของครูได้ก่อนสถาบันการเงิน ส่งผลให้เงินเดือนครูหลังถูกเจ้าหนี้สหกรณ์หักไปแล้ว เหลือไม่พอจ่ายหนี้สถาบันการเงิน คือ ธนาคารออมสิน ทำให้ธนาคารออมสินตกที่นั่งลำบาก ต้องรีบปลุกกระแสแก้หนี้ครูให้เป็นวาระแห่งชาติ และนำไปสู่การว่าจ้างให้ สกสค. ตามทวงหนี้ให้ธนาคารออมสิน โดยให้ค่าบริหารจัดการ 1% ของหนี้ที่เรียกชำระได้ และหากครูไม่ยอมจ่ายหนี้ ให้ดึงเงินก้อนมาจ่ายหนี้แทนก่อน เพื่อคุมสภาพหนี้ครูไม่ให้เป็นหนี้เสีย

แต่เนื่องจาก สกสค.มีการนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนผิดประเภท และครูเริ่มรู้ว่ามีเงินก้อนนี้มาจ่ายหนี้แทนได้ จึงเกิดการเบี้ยวหนี้เกิดขึ้น ส่งผลให้ครูจำนวนหนึ่งเป็นทั้งหนี้ธนาคารออมสิน และหนี้ สกสค. ก้อนใหม่อีกก้อนหนึ่ง

ในที่สุดเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าตรวจสอบฐานะทางการเงินของธนาคารออมสินในช่วงปี 2558 และให้ตั้งสำรองหนี้จัดชั้นสงสัยถึง 8,000 ล้านบาท เพราะเห็นว่ายอดสินเชื่อครูกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท จะมีลูกหนี้ที่มีปัญหาถึง 4 หมื่นล้านบาท แต่ธนาคารออมสินขอขยายเวลาตั้งสำรองให้ครบ 8,000 ล้านบาทเป็นปี 2559

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์หนี้ครูที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ต้องออกมาตรการรอบ 2 ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน ก.พ. 2559 แต่การเจรจาไม่ได้ข้อยุติ และเพิ่งมาจบที่การลงนามร่วมกันระหว่างคลัง กับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยแนวทางการแก้หนี้ครูยังคงกรอบเดิมที่ ครม.อนุมัติ คือ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ ต้องมีภาระหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. กับธนาคารออมสิน มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยจะมีการให้สินเชื่อเท่ากับจำนวนเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัวที่ทายาทจะมีสิทธิได้หลังหักค่าจัดการศพแล้ว

เงินสินเชื่อก้อนใหม่นี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 นำไปชำระหนี้เงินต้นบางส่วนหรือปิดบัญชีเงินกู้ ช.พ.ค.เดิม ส่วนที่ 2 กันไว้เพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ตามสัญญาใหม่ และชำระเงินสงเคราะห์รายศพ เบื้องต้นจะมีครูกลุ่มแรก 2.4 แสนคน ที่เป็นลูกหนี้ปกติเข้าโครงการก่อน ช่วยลดภาระหนี้ได้ราว 2.5 แสนบาท/ราย

อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะเป็นการช่วยลูกหนี้ปกติให้ได้ลดภาระหนี้ แต่ปัญหาหนี้เสียครู กลับไม่ได้รับการแก้ไข จึงต้องจับตาว่า การเจรจาระหว่างธนาคารออมสินกับ สกสค. เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครูกลุ่มที่ชำระหนี้ไม่สม่ำเสมอ จะมีมาตรการจัดการอย่างไร โดยกลุ่มนี้เป็นหนี้กับธนาคารออมสินกว่า 4 หมื่นล้านบาท และหนี้กับ สกสค. อีก 6,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการจัดการหนี้ครูที่มีมากกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ที่ควรต้องมีคนกลางที่มีอำนาจในการเชิญเจ้าหนี้ทั้งหมดมาทำข้อตกลงร่วมกัน ทั้งธนาคารออมสิน สหกรณ์ สกสค. เพื่อจัดลำดับเจ้าหนี้ที่จะได้รับการชำระหนี้ รายที่ 1 2 และ 3 ใหม่ และควรเชื่อมโยงข้อมูลลูกหนี้ของทั้งสามฝ่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์การปล่อยเงินกู้ก้อนใหม่ ป้องกันครูก่อหนี้สินล้นพ้นตัวเหมือนที่ผ่านมา

เพราะหากยังปล่อยให้แก้หนี้ครูเดินไปคนละทาง และยังใช้วิธีการให้ สกสค. ตามทวงหนี้ให้ ก็เท่ากับไปเพิ่มเจ้าหนี้รายใหม่ขึ้นมาอีก ยิ่งทำให้การแก้หนี้ครูซับซ้อนมีหลายเงื่อนปม ยากที่จะถอดสลักหนี้ครูมากขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการในฐานะที่ได้รับการจัดสรงบประมาณอันดับต้นๆ หรือราว 5 แสนล้านบาท/ปี ควรทบทวนเงินเดือนของครู เพื่อให้ครูมีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่ถีบตัวสูงขึ้น โดยลดแผนงานหรือโครงการที่ซ้ำซ้อนลง และเกลี่ยงบใหม่เป็นเงินเดือนเพิ่มให้ครู

เรื่องการแก้หนี้ครูนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของรัฐบาล แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของสถาบันที่ปล่อยกู้ทั้งระบบได้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง