posttoday
จี้ธรรมาภิบาล

จี้ธรรมาภิบาล

22 กันยายน 2559

เมื่อวานนี้ คณะกรรมาธิการกิจการธนาคารฯ ของวุฒิสภาสหรัฐ ได้เปิดการไต่สวนกรณีธนาคาร เวลส์ ฟาร์โก แอบใช้ข้อมูลลูกค้าไปเปิดบัญชีและสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยไม่แจ้งลูกค้าแล้ว โดยมีการเรียก จอห์น สตัมป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) มาขึ้นให้การด้วย

เมื่อวานนี้ คณะกรรมาธิการกิจการธนาคารฯ ของวุฒิสภาสหรัฐ ได้เปิดการไต่สวนกรณีธนาคาร เวลส์ ฟาร์โก แอบใช้ข้อมูลลูกค้าไปเปิดบัญชีและสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยไม่แจ้งลูกค้าแล้ว โดยมีการเรียก จอห์น สตัมป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) มาขึ้นให้การด้วย

หากไม่มีไฮไลต์เรื่องการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้ามาบดบังในสัปดาห์นี้ การไต่สวนเวลส์ ฟาร์โก น่าจะได้รับความสนใจมากกว่านี้ เพราะนอกจากจะเป็นแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 3 ที่ชาวอเมริกันมีธุรกรรมทางการเงินด้วยเป็นจำนวนมากแล้ว บรรยากาศการไต่สวนก็ยังเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน และไม่มีไว้หน้ากันแม้จะเป็นซีอีโอ

กรรมาธิการได้กดดันให้คณะกรรมการบริหารของธนาคารต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยมองว่าการกระทำผิดของพนักงานที่ถูกไล่ออกถึง 5,300 คน ไม่ใช่กรณีความผิดเฉพาะของแต่ละบุคคล แต่สะท้อนถึงความเกี่ยวข้องในเชิงนโยบายโดยตรงที่มาจากหัวบน และกดดันให้พนักงานระดับล่างต้องปฏิบัติตาม

เอลิซาเบ็ธ วอร์เรน กรรมาธิการจากพรรคเดโมแครต อดีตหนึ่งในตัวเต็งคู่ชิงรองประธานาธิบดีสหรัฐ ถึงกับกล่าวว่า สตัมป์ควรลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และไม่มีทางที่ซีอีโอจะโยนความผิดให้พนักงานระดับล่างทั้งหมด โดยปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้ 

ในเชิงทฤษฎีนั้นถือว่าน่าชื่นชมอย่างยิ่งที่กรรมาธิการของสภาคองเกรส มีบทบาทในการร่วมกดดันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคู่ความเป็นเอกชนขนาดใหญ่ที่ปกติไม่ค่อยจะมีใครกล้าแตะต้อง ทว่าในเชิงปฏิบัตินั้นยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงรูปธรรมหรือไม่

ลำพังค่าปรับไม่ถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น เทียบอะไรไม่ได้เลยกับกำไรในแต่ละปีของแบงก์ สิ่งที่แบงก์กลัวมากกว่าก็คือ มาตรการกดดันทางสังคมและการขายหุ้นโดยนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่อย่าง เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ถือหุ้นอยู่ 10%

จุดนี้เองที่หลายฝ่ายกังวลว่าผู้ถือหุ้นอาจไม่เล่นด้วย หากมีแรงเทขายก็จะมีแรงช้อนซื้อตามมาแน่นอน เพราะมองว่าเคสนี้ยังไม่แรงพอที่จะส่งผลกระทบมากนัก และนักลงทุนก็ยังเชื่อในอนาคตทางเศรษฐกิจระยะยาวของสหรัฐมากกว่า ขณะที่บัฟเฟตต์เองก็มีประวัติไม่วิจารณ์บรรดานายแบงก์รายใหญ่ในหลายเคสก่อนหน้านี้อยู่แล้ว 

อย่างไรก็ดี ทางคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเองก็จะเปิดการไต่สวนเคสนี้ด้วยเช่นกันในปลายเดือนนี้ ซึ่งอาจทำให้กระแสข่าวยังไม่จางหายไป และน่าจะยังพอเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน โดยเฉพาะการเปลี่ยนระดับผู้บริหารและนโยบายได้บ้าง

หลายฝ่ายยังจับตาเปรียบเทียบเคสนี้กับเคสของธนาคาร เจพีมอร์แกน เมื่อปี 2012 ที่ซีอีโอ เจมี ดิมอน โดนซักหนักในกรณี “ลอนดอน เวล” หรือการที่ปล่อยให้เทรดเดอร์ในอังกฤษเจ้าของฉายา วาฬลอนดอน ซื้อขายธุรกรรมความเสี่ยงสูงจนขาดทุนไปถึง 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเคสนี้ทำให้ธนาคารต้องปรับเปลี่ยนการจัดการภายในครั้งใหญ่ และกลายมาเป็นบรรทัดฐานหนึ่งในการซักฟอกไต่สวนปัญหาของพวกแบงก์ตามมา

จะได้ผลมากหรือน้อย แต่อย่างน้อยก็ต้องทำหน้าที่กันเพื่อรักษาธรรมาภิบาลและคุ้มครองปกป้องผลประโยชน์ประชาชนของตัวเองค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท