
คลังชวนเอกชนลงทุนพื้นฐาน
คลัง จัดทัพเอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หวังลดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร
คลัง จัดทัพเอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หวังลดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงแนวทางการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านโครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในรูปแบบของ PPP (PUBLIC PRIVATE PARTNERSHIP) และการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไทย (INFRASTRUCTURE FUND) ว่า เป้าหมายหลักเพื่อลดภาระงบประมาณที่ต้องอุดหนุนการลงทุนในโครงการต่างๆ
ทั้งนี้ เห็นว่าแนวทางในการบริหารโครงการในรูปแบบ PPP ควรนำโครงการที่มีความเสี่ยง เช่น โครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เพื่อดึงข้อดี หรือส่วนแข็งทางด้านการบริหารจัดการของภาคเอกชนเข้ามาช่วยบริหารกิจการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
ขณะที่การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไทย ควรเน้นในกิจการที่ได้รับผลตอบแทนที่ดี เช่น โครงการของ ปตท. การไฟฟ้า เป็นต้น เพราะการลงทุนในกองทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนหรือเอกชนจะได้รับผลตอบแทนในรูปกำไร หรือเงินปันผล ในกรณีที่กิจการสามารถทำกำไรได้
“PPP ควรเน้นโครงการที่มีความเสี่ยงเช่นของ ขสมก. หรือการรถไฟ ที่สามารถนำเอาข้อดีด้านการบริหารงานของเอกชนเข้ามาช่วยได้ ดูง่ายๆ อย่างวินรถตู้ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นแนวความคิดของภาคเอกชนน่าจะบริหารกิจการและสามารถทำกำไรให้ได้มากกว่า ส่วนกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีการพูดกันว่าน่าจะเหมาะกับกิจการที่มีความเสี่ยงน้อย เพราะรัฐเองก็ต้องลงทุนด้วย อย่าง ปตท. ซึ่งได้ผลกำไรแน่ๆ รัฐก็ควรได้กำไรจากจุดนี้ด้วย” นายกฤษฎา กล่าว
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และกรมบัญชีกลาง อยู่ระหว่างการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ยังเป็นอุปสรรคในการลงทุน โดยเฉพาะกรณีของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากจะใช้วิธีการระดมทุนในรูปของการออกหน่วยลงทุน ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ซึ่งไม่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ร่วมทุน
ก่อนหน้านี้ สคร.กับสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้กำหนดแนวทางการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไทย ในวงเงินเบื้องต้นมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการพิจารณาของสำนักงานกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)โดยการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานจะ
แยกเป็นรายโครงการลงทุนแต่ละโครงการอย่างชัดเจนไม่มีการนำมารวมกัน
เบื้องต้นจะมีการพิจารณาตั้งกองทุนโครงการสร้างพื้นฐานจำนวน 3 กอง เพื่อมาลงทุนในโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการสร้างทางด่วนศรีรัตน์ดาว
คะนอง มูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นค่าเวณคืนที่ดินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท และมูลค่าก่อสร้างอีก 1.7 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ มูลค่า 5,000 พันล้าน
บาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของโครงการ ซึ่งการจัดตั้งกองทุนโครงการสร้างพื้นฐานแต่ละกองทุนจะมีอายุ 30 ปี โดยจะระดมทุนจะ
นักลงทุน ทั้งสถาบันการเงิน และรายย่อยทั่วไปที่สนใจ ซึ่งคาดว่าผลตอบแทนอยู่ที่ 5-8% ต่อปี สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรของรัฐบาล
ขณะที่โครงการ PPP ที่คณะรัฐมนตรี ( ครม. ) อนุมัติให้เดินหน้าตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังแล้ว ได้แก่ แผนลงทุนการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง 5
เส้นทาง มูลค่า 7 แสนล้านบาท และโครงการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท







