posttoday
CSR เป็นความรับผิดชอบของใคร? (จบ)

CSR เป็นความรับผิดชอบของใคร? (จบ)

22 กันยายน 2559

โดย...เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ

โดย...เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ

ในตอนแรกได้เขียนถึงการตอบแทนสังคมเป็นเรื่องของภาคธุรกิจที่ต้องริเริ่มคิดและทำ แต่ก็อย่าลืมนะครับเราก็ต้องสามารถสร้างความโปร่งใสและตอบคำถามกับ Stakeholder อีก 3 กลุ่ม คือ ผู้ถือหุ้น นักลงทุน พนักงาน ให้ได้ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐจะช่วยได้ก็คือการชี้นำและชักจูงให้ผู้นำองค์กรธุรกิจและ Stake holder เหล่านี้เห็นบทบาทที่สำคัญของพวกเขาในการนำเอาเรื่อง CSR มาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน ชักนำให้องค์กรธุรกิจมารวมหัวกันเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ CSR แชร์แนวคิดปฏิบัติที่ได้ผลหรือล้มเหลว ช่วยกันคิด ช่วยวางแผนงานที่สามารถทำและได้ประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ภาครัฐต้องเข้าใจด้วยว่า ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวทางและศักยภาพในการบริหารกิจกรรม CSR ขององค์กร ยิ่งบรรยากาศและสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการที่ภาคธุรกิจสามารถขยายขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจคิดและนำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง CSR ได้เยอะขึ้น

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ภาคเอกชนมีความคล่องตัวและศักยภาพทางต้นทุนมากพอที่จะสร้างแนวทาง CSR ที่จะก่อให้เกิดผลด้านบวกอย่างยั่งยืนต่อสังคมได้ง่ายกว่าภาครัฐเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
ภาครัฐจะปล่อยมือไปเลย ยกตัวอย่างเช่นแนวคิด CSR ที่ก้าวข้ามพรมแดน ภาครัฐในแต่ละท้องถิ่นสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นพันธมิตรได้ด้วยการสนับสนุนแรงงาน ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฯลฯ ที่จะช่วยให้กิจกรรมดำเนินไปได้สะดวก มีประสิทธิผลมากขึ้นจากคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในท้องที่นั้นๆ

ลองย้อนกลับมาดูสิ่งที่เกิดในประเทศไทยนะครับ ผมยังเห็นว่าภาคเอกชนหลายรายยังไม่สามารถก้าวข้ามการทำ CSR เรื่องประเด็นผิวๆ ที่สามารถนำมาประชาสัมพันธ์เพื่อลดมลทินของตัวเอง หรือนำมาเป็นเครื่องมือการตลาดที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ตัวเองแบบตื้นเขิน อย่างการทำกิจกรรม one-off เอาของให้เด็กด้อยโอกาส ปลูกป่าชายเลน ทาสีบ้าน สร้างที่อยู่อาศัย ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น ภาครัฐก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย มีการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ มีการนำทีมเข้าร่วมดำเนินการพร้อมชักภาพถ่ายร่วมกันเพื่อสร้างบรรยากาศชื่นมื่นอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

ทำไมเรายังไม่หลุดพ้นเรื่องแบบนี้เสียทีครับ จะดีกว่าไหมถ้าภาครัฐจะเอาเวลาไปโฟกัสกับการร่วมมองหาแนวทาง CSR ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับสังคมในภาพใหญ่และยั่งยืน และชี้นำชักชวนให้ภาคเอกชนพยายามหาแนวทาง CSR ที่สร้างผลกระทบในทางบวกได้ในสเกลที่ใหญ่กว่า ยั่งยืนกว่า เพราะอย่างไรภาครัฐเองบางครั้งก็ทราบอยู่แล้วว่าปัญหาคืออะไร เพียงแต่อาจต้องการแนวคิดใหม่ๆ จากภาคเอกชนและกำลังทุนและสมองในการช่วยคิดและทำให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ผิดนะครับ อย่างไรเราอยู่ในสังคมเดียวกัน เราก็ต้องช่วยกันครับ ผมเชื่อว่าองค์กรเอกชนหลายๆ รายยินดีครับ เพียงแต่เราไม่รู้จะเอาทรัพยากรด้าน CSR เราไปลงตรงไหน ทำให้เรากลับไปตายด้วยการให้ CSR เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดไปทุกที

ภาษีบาปที่เรียกเก็บจากสิ่งมอมเมาทั้งหลาย ผมว่าถ้าทุกฝ่ายมานั่งรวมหัวกันคิดว่าจะเอาเงินมหาศาลขนาดนี้ไปก่อให้เกิดแนวทาง CSR แบบไหนที่ยั่งยืนและได้ประโยชน์สูงสุดกับสังคมอย่างโปร่งใส ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการไม่มีใครรังเกียจหรอกครับ

หรืออย่างกรณีปลูกไร่เลื่อนลอยที่เป็นปัญหาใหญ่ ณ ตอนนี้ที่หลายคนให้ความสนใจ เกิดภูเขาหัวโล้นอย่างเช่นที่ จ.น่าน น้ำท่วมตามมา แทนที่จะไปสนับสนุนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการปลูกต้นไม้ทดแทน เราต้องช่วยกันมองปัญหาให้ขาดครับ ภาคเอกชน (ไม่ขอเอ่ยชื่อบริษัท) รายใหญ่ ต้องรู้ตัวเองก่อนว่าก็เป็นต้นเหตุ เพราะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกและขายข้าวโพดให้กับเอกชนรายดังกล่าว ก่อให้เกิดการทำไร่เลื่อนลอย เพราะเมื่อจบรอบผลิตผลหนึ่งครั้ง ดินส่วนนั้นก็จะเค็มใช้ไม่ได้แล้วต้องโยกย้ายกันไป แต่เอกชนรายดังกล่าวกลับไม่สนใจการหาวิธีร่วมแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เสมือนตัวเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา รัฐบาลเองก็ไม่ชวนทุกคนมารวมหัวกันคิดว่าการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนทำได้อย่างไร แน่นอนอาจต้องมีการนำเสนอทางออกใหม่ๆ ซึ่งอาจจะต้องมีการลงแรงหรือลงทุนเพิ่มจากทางฝั่งเอกชน ผมก็คิดว่าไม่น่าหนักหนาอะไร เพียงแต่จะมีใครกล้ายอมรับเท่านั้นเอง          

ผมว่าหมดยุคแล้วนะครับของการทำ CSR แบบตัวใครตัวมัน เรื่องพวกนี้ต้องมองให้ขาดครับว่าเป็น Collective Effort นะครับ ที่จะก่อให้เกิด Impact ในเชิงบวกต่อสังคมโดยรวมได้อย่างมหาศาล ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ มันก็เหมือนกับแจวเรือนั่นแหละครับ แจวกันคนละทางเรือก็ไม่ไปไหน ถ้าร่วมกันแจวไปซ้ายทีขวาทีพร้อมๆ กัน มันก็ถึงฝั่งเร็วขึ้นนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท