posttoday
การที่สหรัฐฟ้องจีนใน WTO เรื่องอุดหนุนเกษตร

การที่สหรัฐฟ้องจีนใน WTO เรื่องอุดหนุนเกษตร

21 กันยายน 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เห็นว่าการที่สหรัฐฟ้องจีนใน WTO (World Trade Organization : องค์การการค้าโลก) เรื่องการอุดหนุนข้าวและข้าวโพด ทำให้อดนึกถึงประเทศไทยช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ว่า ประเทศไทยเองก็ถูกเพ่งเล็งอย่างหนักในช่วงที่รัฐบาลที่แล้วประกาศว่าได้หว่านเงินลงไปให้ชาวนาเป็นมูลค่าสูง คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกก็หนาวๆ ร้อนๆ เพราะถูกผู้แทนประเทศสมาชิก WTO ยกขึ้นถามทุกครั้งในการประชุมคณะกรรมการเกษตร ดีที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไปตกที่ไหนไม่ทราบ ข้าวที่ผลิตกันเกินไปในปริมาณที่สูงมากก็ไม่ได้ส่งออกจึงไม่ไปกระทบผู้ผลิตสินค้าข้าว หรือเกษตรกรของสหรัฐ ไทยก็เลยรอดตัวไป เพราะสมาชิก WTO คงหาความเชื่อมโยงระหว่างเงินที่จ่ายอุดหนุนชาวนาในประเทศกับปริมาณที่ส่งออกไม่ได้ เนื่องจากการฟ้องใน WTO (นี่แหละทำอะไรสมัยนี้มันหลอกได้แต่คนไม่รู้เรื่อง แต่อะไรที่ไปเกี่ยวพันกับระบบสากลมันหลอกคนทั้งโลกไม่ได้ เพราะเขามีระบบตรวจสอบ) ต้องมีหลักฐาน ข้อพิสูจน์ได้ชัดเจน

กรณีของจีนนั้น สหรัฐฟ้องว่ามีการอุดหนุนสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (100 Billion US Dollar) ซึ่งเกินกว่าสัญญาที่ให้ไว้

เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้น จึงขอสรุปเรื่องกฎเกณฑ์ของ WTO ในเรื่องการค้าสินค้าเกษตรไว้สั้นๆ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องพันธสัญญา (Commiment) ของประเทศสมาชิก WTO ดังนี้

1) สมาชิก WTO จะต้องให้การอุดหนุนภายในประเทศ (Domestic Support) ในส่วนที่ให้ได้ไม่ถือว่าผิดกฎ WTO เท่าที่เคยให้มาก่อนการเจรจาการค้าหลายฝ่าย รอบอุรุกวัย (ปี 2529) ส่วนการอุดหนุนภายในที่ต้องยกเลิกไปเลย เพราะถือว่ามีผลบิดเบือนการค้านั้น ต้องยกเลิกไปเลย ซึ่งการอุดหนุนประเภทนี้จะจับใส่ไว้ในกล่องแดง (Red Box) เช่น การอุดหนุนทางด้านราคา หรือการประกันราคา เป็นต้น ส่วนการอุดหนุนที่ถือว่าทำได้ไม่บิดเบือนการค้า และจัดการอุดหนุนเหล่านั้นไว้ในกล่องเขียว (Green Box) เช่น การอุดหนุนรายได้แก่เกษตรโดยตรง หรือการประกันรายได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการอุดหนุนภายในที่อาจมีผลบิดเบือนการค้าบ้าง จึงต้องหยุดให้การอุดหนุนนับตั้งแต่วันที่มีการเจรจารอบอุรุกวัยแล้วจึงค่อยๆ ลดลง การอุดหนุนประเภทนี้จะจับใส่ไว้ในกล่องสีเหลือง (Amber Box) ซึ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิก WTO ก็จะได้แต้มต่อที่พอจะให้อุดหนุนได้บ้างและไม่ต้องลดลง เรียกว่า (de Minimis)

2) สมาชิก WTO ที่ไม่เคยให้การอุดหนุนส่งออกสินค้าเกษตรมาก่อนการเจรจารอบอุรุกวัย (ปี 2529) จะต้องไม่ให้การอุดหนุนการส่งออกเลย ส่วนที่เคยให้การอุดหนุนส่งออกมาก่อนก็ต้องหยุดให้การอุดหนุนการส่งออกไว้ในระดับนั้น แล้วค่อยๆ ลดลง โดยประเทศกำลังพัฒนาจะได้แต้มต่อเล็กน้อย คือ สามารถให้การอุดหนุนส่งออกได้ถ้าเป็นการให้เพื่อปรับสภาพสินค้า หรือเป็นค่าการตลาด

3) สมาชิก WTO จะต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เพราะว่าจะมีรายละเอียดชวนให้งงไปอีกแบบ

สำหรับประเทศที่เป็นสมาชิก WTO สัญญาต่างๆ ที่ให้ขึ้นอยู่กับการเจรจา และจะต้องรักษา และปฏิบัติตามสัญญานั้น (Commitment) เมื่อเข้าเป็นสมาชิก แต่ก็ยังเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กล่าวข้างต้น ซึ่งจีนจะอยู่ในประเภทนี้

ดังนั้น ถ้าจะดูว่าประเทศไหนสัญญาอย่างไร ต้องไปดูที่ตารางที่ยื่นต่อ WTO และเรื่องของการอุดหนุนต้องดูที่ Supporting Tables for Commitments on Agriculture Subsidization ซึ่งจะแบ่งเป็น

- การอุดหนุนที่ไม่ต้องลดลง (กล่องเขียว)

- การอุดหนุนที่ต้องลดลง (กล่องเหลือง) ซึ่งจะมีทั้งปริมาณและมูลค่าในภาพรวม และลงละเอียดเป็นรายสินค้า

- การอุดหนุนส่งออกที่ต้องลดลง

สำหรับจีน ตามตารางที่แจ้งไว้มีสินค้าเกษตรไม่กี่ตัวที่มีการอุดหนุนภายใน ซึ่งข้าวประเภทอินดิก้า (Indica Rice) และข้าวโพด มีปรากฏอยู่ในตาราง แต่การอุดหนุนส่วนใหญ่ใช้หลักการ de Minimis จะมีอยู่บ้างก็เป็นการอุดหนุนภายในในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ปรากฏในข่าวว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะเป็นตัวเลขรวมที่สหรัฐกล่าวหาจีนว่าให้การอุดหนุนภายในแก่ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด รวมกันจนทำให้เกษตรกรของสหรัฐได้รับผลกระทบ แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ข่าวบอกว่าเกินกว่าที่จีนมีพันธสัญญาอยู่กับ WTO  และทำให้เกษตรกรสหรัฐเดือดร้อน ซึ่งจีนโต้ว่าจีนไม่ผิดสัญญา คงต้องติดตามดูหลักฐานของสองฝ่ายให้ดี เรื่องนี้คงไปอีกนาน เชื่อว่ามีการหารือสองฝ่ายมาระยะหนึ่งแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ สหรัฐจึงต้องทำเรื่องขึ้นเป็นทางการ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท