
ความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติ ตามร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
โดย...ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติไปแล้วเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559 คงมีเพียงประเด็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ซึ่งจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขให้สอดคล้องกับประเด็นคำถามเพิ่มเติม
ถามว่าการที่ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ มีผลอย่างไร?
ในทัศนะของผู้เขียน การที่ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติหมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบกับสาระและบทบัญญัติต่างๆ ที่บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และมีผลเสมือนเป็น “ข้อผูกพัน” (Commitment) ทุกภาคส่วนในสังคมว่านับแต่วันที่ กกต.ประกาศผลการออกเสียงประชามติ เราจะร่วมมือกันปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ว่าในทางแบบพิธีทางกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญจะยังมิได้ประกาศใช้ก็ตาม
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแสดงให้เห็นว่าเรายังคงคิดและประพฤติปฏิบัติแบบเดิมๆ ตามที่เคยเป็นมา โดยไม่ไยดีกับหลักการที่เราเห็นดีเห็นงามร่วมกันในการออกเสียงประชามติ เช่น การขับรถย้อนศรหรือฝ่าฝืนกฎจราจรในรูปแบบต่างๆ ยังเกิดขึ้นอย่างดาษดื่น อันแสดงให้เห็นว่าคนของเรายังคงใช้สิทธิเสรีภาพกันอย่างไร้ความรับผิดชอบ ไม่ตระหนักถึงเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่มุ่งให้การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและต่อสังคมส่วนรวม
หรือเช่นกรณีบางองค์กรที่ยังคงเห็นว่าบางตำแหน่งแห่งหนเป็นเรื่อง “สมบัติผลัดกันชม” ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติตั้งข้อห้ามพฤติกรรมเช่นนั้นไว้อย่างชัดแจ้ง เป็นต้น
พฤติการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้เขียนเกิดความเห็นขึ้นมาว่า คนส่วนใหญ่ของเรายังคิดถึงประชาธิปไตยในแง่ “กระบวนการ” มากกว่าในแง่ “เนื้อหา” เพราะคนจำนวนมากไม่สนใจที่จะรักษาหรือปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่เองเพิ่งเห็นดีเห็นงามร่วมกันไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
ดังนั้น ภารกิจในการกอบกู้ประชาธิปไตยจึงน่าจะไม่ใช่เพียงแค่การ “มีเหมือนคนอื่นๆ” แต่เป็นการร่วมมือร่วมใจกัน “ปฏิบัติตาม” สิ่งที่เราเห็นพ้องต้องกันเองว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนไทยทุกคน
ภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีงามตามที่พวกเราตั้งใจอยากให้มีขึ้นนั้น ให้ “เป็นจริง” ขึ้นมาได้
ภาครัฐคงต้องทำงานหนักในการปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องนี้แก่ประชาชน รวมทั้ง “ทำให้เป็นตัวอย่าง” แม้รัฐธรรมนูญจะยังมิได้ประกาศใช้ก็ตาม เพราะทั้งหมดผ่านประชามติมาแล้ว ถ้าภาครัฐ (ไม่ว่าจะหน่วยงานหรือองค์กรใดก็ตาม) ไม่ทำตาม “ความผูกพัน” ที่ว่าโดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญยังไม่ใช้บังคับ ฉันจึงยังสามารถ “ฉวยโอกาส” ทำในสิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ประสงค์ได้ ก็จะเป็นการตีความที่ให้ผลประหลาดยิ่งนัก และเป็นกรณีที่ผู้เขียนเห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง
ภาคประชาชนเองก็มีความผูกพันที่จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนการใช้สิทธิเสรีภาพอย่างรับผิดชอบดังที่กล่าวแล้วข้างต้น รวมถึงการรับผิดชอบต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ผู้เขียนขอย้ำความเห็นส่วนตัวอีกครั้งหนึ่งว่า “ความผูกพัน” ที่จะต้อง “ปฏิบัติตาม” ร่างรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้นทันทีที่ กกต.ประกาศผลการออกเสียงประชามติ เป็นความผูกพันที่ชอบธรรมที่ทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แม้ในทางแบบพิธีร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะยังมิได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายก็ตาม







