posttoday
เชื่อมั่นสับสน

เชื่อมั่นสับสน

21 กันยายน 2559

ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่างออกมาประสานเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจประเทศไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลายภาคส่วนแนวโน้มดีขึ้น กำลังซื้อภาคเกษตรเริ่มดีจากภัยแล้งคลี่คลาย ราคาพืชผลดีขึ้น ภาคอุตสาหกรรมกลับมาผลิตมากขึ้น การใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่ม แต่มาตรการที่รัฐบาลกำลังจะดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ กลับสวนทางยังต้องใช้มาตรการอัดฉีดเงินลงรากหญ้า สร้างความสับสนให้กับชาวบ้านทั่วไป ว่าสรุปแล้วเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทรงตัว โตแบบช้าๆ หรือยังชะลอตัวอยู่

ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่างออกมาประสานเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจประเทศไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลายภาคส่วนแนวโน้มดีขึ้น กำลังซื้อภาคเกษตรเริ่มดีจากภัยแล้งคลี่คลาย ราคาพืชผลดีขึ้น ภาคอุตสาหกรรมกลับมาผลิตมากขึ้น การใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่ม แต่มาตรการที่รัฐบาลกำลังจะดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ กลับสวนทางยังต้องใช้มาตรการอัดฉีดเงินลงรากหญ้า สร้างความสับสนให้กับชาวบ้านทั่วไป ว่าสรุปแล้วเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทรงตัว โตแบบช้าๆ หรือยังชะลอตัวอยู่

ตามที่หน่วยงานรัฐเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2559 การฟื้นตัวเร่งขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่จีดีพีโต 3.2% มาไตรมาส 2 จีดีพีโตเพิ่มเป็น 3.5% สูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส หรือกว่า 3 ปี โดยตัวเลขไตรมาส 2 มีปัจจัยช่วยหลายตัวมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้ที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก คือ การใช้จ่ายภาครัฐ กับภาคท่องเที่ยวที่เติบโต

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ภาคเกษตรกลับมาเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมกลับมาผลิตมากขึ้น การใช้จ่ายของครัวเรือนก็เริ่มเห็นเพิ่มขึ้น การเมืองก็เดินตามโรดแมปไปสู่การเลือกตั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้หน่วยงานรัฐคาดว่าทั้งปีอาจจะโตได้มากขึ้นจากเป้าหมายเดิม 3-3.5% เป็นโต 3.4-3.5%

สัญญาณที่หน่วยงานรัฐส่งออกมาดังกล่าว ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่างๆ ว่าแนวโน้มคงดีมากขึ้นในไตรมาส 3 กับ 4 ที่เหลือของปี แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลกลับดำเนินมาตรการสวนกับสัญญาณดีที่ส่งออกมา เช่น ประชุมหน่วยงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจเตรียมออกมาตรการกระตุ้น เพราะจากการประเมินไตรมาส 3 กับ 4 กลุ่มเกษตรกรออกอาการน่าเป็นห่วง เนื่องจากขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรยังคงอ่อนตัวลงไปอีก ทำให้เกษตรกรลำบาก กระทรวงการคลังจึงจะออกมาตรการช่วยเหลือสองส่วน คือ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มเม็ดเงินให้ เช่น การแจกเงินชาวนารายละไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือไร่ละพันบาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ เตรียมจะเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า

บนความสับสนดังกล่าว เกิดคำถามว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่ เมื่อภาครัฐยืนยันว่าเศรษฐกิจดีกว่าที่คาด รายได้หลายภาคส่วนก็ควรต้องดีขึ้น แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น รัฐควรไปหาให้ได้ว่าการเติบโตที่ว่า เม็ดเงินหายไปในส่วนไหนทำไมภาคเกษตรถึงกลับมาน่าเป็นห่วง รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ตกถึงมือชาวนา แต่ไปเพิ่มขึ้นในขั้นตอนไหน ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ค่าพันธุ์พืช ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช หรือไปเพิ่มขึ้นในขั้นของพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง หากปัญหาอยู่ที่การกระจายของรายได้ไม่ดี ก็ควรจะต้องไปแก้ในขั้นตอนนั้น ไม่ใช่นำงบประมาณที่เก็บมาจากภาษีของคนส่วนใหญ่ไปใช้แก้ปัญหาบางจุด ซึ่งการช่วยเกษตรกรที่ด้อยโอกาสเป็นเรื่องดี แต่ควรช่วยให้ตรงจุด

เช่นเดียวกับการช่วยผู้ประกอบการรายกลางรายย่อย หรือเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่โดนกระทบมากจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ที่ผ่านมาการช่วยก็เป็นการช่วยเพื่อแก้ปัญหาให้กับสถาบันการเงินของตนเอง ไม่ได้เป็นการช่วยเอสเอ็มอีที่เป็นภาพรวม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้หน่วยงานรัฐวิเคราะห์ปัญหาให้ถึงต้นตอ จะได้แก้ปัญหาให้ถูกที่ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าทำให้ยิ่งสับสน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท