
ขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ ฉุดเศรษฐกิจไทย
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์/ พรสวรรค์ นันทะ
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์/ พรสวรรค์ นันทะ
กระแสการเรียกร้องของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ขอปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 300 บาท เป็น 360 บาททั่วประเทศ โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันค่าครองชีพสูงนั้น ต้องฟังเหตุผลให้รอบด้านว่าจริงหรือไม่ที่ปัจจุบันค่าครองชีพสูง คำตอบคือ “ใช่” แล้วการขึ้นค่าแรงค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มจาก 300 บาท เป็น 360 บาท จะแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานดีขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งการขึ้นค่าจ้างแรงงานจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร
เป็นธรรมดาในมุมมองของผู้ประกอบการหรือนายจ้าง จะไม่เห็นด้วยที่จะขึ้นค่าจ้างแรงงาน นั่นหมายความว่าต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซา การปรับค่าแรงจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ช้า ควรดูทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกและ 2 ก่อน แล้วค่อยไปพิจารณาปรับช่วงไตรมาส 3-4 ของปีหน้า
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 360 บาท/วัน ถือว่าสูงเกินไป และในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีจะมีผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างมาก และอาจทำให้โรงงานปิดตัวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเห็นว่าการปรับขึ้นค่าแรงต้องพิจารณาภาวะเงินเฟ้อ ความสามารถการจ่ายค่าแรงนายจ้างในแต่ละพื้นที่ และหากปรับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศจะทำให้โรงงานในต่างจังหวัดไม่สามารถจ่ายค่าแรงเพิ่มได้
ไม่เพียงมุมมองของนายจ้างเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำจาก 300 บาท เป็น 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ
ด้านมุมมองของนักวิชาการ ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 360 บาทเท่ากันทั้งประเทศ ซึ่งหากขึ้นค่าแรงงานจาก 300 บาท เป็น 360 บาท ซึ่งเท่ากับเพิ่มต้นทุนค่าแรงงานเพิ่ม 20% ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเดือดร้อน ไม่ใช่แค่ปลดคนงานออกเท่านั้น อาจจะเห็นภาพการปิดกิจการก็ได้
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมใดจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่จะมีต้นทุนแรงงานประมาณ 7-15% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ปัญหาที่จะตามมาเป็นลูกโซ่คือ ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา ภาคธุรกิจไม่มีการขยายงาน และมีการปรับตัวเอาเทคโนโลยีมาทำงานมากขึ้น ทำให้คนจบการศึกษาออกมาแล้วจะหางานทำยากขึ้น และจะมีปัญหาการว่างงานมากขึ้นด้วย
“การขึ้นค่าแรงก็ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อของแรงงานมากขึ้น เพราะพอมีข่าวว่าจะขึ้นค่าแรงงานเป็นเรื่องปกติที่ราคาสินค้าก็จะปรับตัวก่อนหน้านี้แล้ว ในที่สุดการขึ้นค่าแรงงานก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นไปก่อน” ยงยุทธ กล่าว
ยงยุทธ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำโดยปรับตามอัตโนมัติตามสภาวะของค่าเฉลี่ยดัชนีค่าครองชีพในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยอิงกับดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ของแต่ละจังหวัดในปัจจุบันมีอัตราที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับใหม่ในแต่ละจังหวัดตามข้อเสนอนั้นจะไม่เท่ากันด้วย ส่วนจะขึ้นค่าจ้างเพิ่มเติมจากค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับค่าครองชีพแล้ว หรือขึ้นค่าจ้างประจำปี เป็นเรื่องของผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่จะพิจารณากันต่อไปเอง ซึ่งการขึ้นค่าจ้างแรงงานนั้นควรขึ้นกับความสามารถ หรือสมรรถนะของแรงงาน
“ตั้งแต่ไทยได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศมา 2 ปี ปรากฏว่าภาพรวมยังมีแรงงานทั่วประเทศไม่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 2.11 ล้านคน หรือ 14% ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีคนทำงานไม่เกิน 50 คน แสดงให้เห็นว่าสถานประกอบการขนาดเล็กยังไม่สามารถปรับตัวจ่ายค่าจ้างเต็ม 300 บาท โดยส่วนใหญ่ก็จะได้ค่าจ้าง 270-280 บาท/วัน” ยงยุทธ กล่าว
อย่างไรตาม การปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้น จะทำให้มีแรงงานต่างด้าวได้อานิสงส์ได้รับการปรับค่าแรงด้วย และอาจจะเป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้นก็ได้
ขณะที่ ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า เท่าที่ดูค่าแรงไทยไม่ได้ขึ้นมานานมากแล้ว นับตั้งแต่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เมื่อ 3 ปีก่อน ขณะที่ค่าแรงประเทศอื่นในภูมิภาคขึ้นมาต่อเนื่องทุกปี ฉะนั้นการจะปรับขึ้นค่าแรงบ้างคงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ
ลัษมณ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงหากมองในภาพใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจควรจะมีการปรับขึ้น เนื่องจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อการบริโภคให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ หากไม่ขึ้นจะเอาแรงการบริโภคมาจากไหนนั้น มองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจขณะนี้ ที่การส่งออกก็แผ่วลง การลงทุนภาครัฐถึงจะยังเร่งได้ดี โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่เร่งรัดไปแล้ว แต่พอมาโครงการขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลาในการเบิกจ่าย ทำให้แรงส่งส่วนนี้ไปถึงเศรษฐกิจอาจจะหนืด
ด้านภาคการท่องเที่ยวที่ผ่านมาโตสูงแต่ก็เริ่มชะลอลงแล้ว ทำให้เหลือการบริโภคภาคเอกชน ในส่วนของรายได้ภาคการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาเจอภัยแล้งทำให้ไม่ดีนัก แต่ขณะนี้กำลังจะกระเตื้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนนอกภาคการเกษตรโตได้น้อย ทำให้ไม่มีแรงบริโภค ประกอบกับมีระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้ภาวะเช่นนี้การปรับขึ้นค่าแรงก็มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย
ในภาพรวม
“แต่การขึ้นค่าแรงต้องควบคู่ไปกับผลิตผลทางการผลิตที่ต้องเพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาก็จะใส่เข้าไปในการพัฒนา ซึ่งประกอบกันไปแล้วมันก็ไม่น่าจะกระทบ ส่วนผลต่อต้นทุนของผู้ประกอกบการนั้น ย่อมมีภาระต้นทุนเพิ่ม แต่อย่าลืมว่ามีนโยบายหลายอย่างมาเกื้อหนุน เช่น มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี สินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน (ซอฟต์โลน) ส่วนผู้ลงทุนต่างประเทศ (วีโอไอ) สิทธิประโยชน์ก็เพิ่มขึ้น เช่น ขยายเวลาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 13 ปี หักค่าเครื่องจักร ฯลฯ ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มกับสิ่งที่ผ่อนให้มันน่าจะชดเชยกันได้ ส่วนตัวจึงคิดว่าถ้าจะขึ้นค่าแรงก็น่าจะทำได้ เพราะในแง่ของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูกส่วนใหญ่ก็มีการย้ายฐานไปก่อนแล้ว” ลัษมณ กล่าว
นี่ก็พอที่จะมองเห็นภาพรวมได้ว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็มีทั้งผลดีและผลเสีย การขึ้นค่าแรงอาจจะกระตุ้นการบริโภคได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “เพิ่มกำลังซื้อ” ท่ามกลางราคาค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นแซงหน้าไปแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการเคาะว่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือประมาณเดือน ต.ค. และหากตกลงกันได้ก็คงจะประกาศใช้ปีหน้า แต่ต้นทุนการผลิตก็สูงในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาอาจจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจให้ซวนเซลงไปอีก
ส่วนปัญหาค่าครองชีพที่แพง ทำให้อำนาจซื้อของผู้บริโภคลดลง ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องหามาตรการมาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และที่สำคัญไทยควรที่จะต้องจริงจังกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาพร้อมกับคุณภาพแรงงาน ซึ่งต่อไปไทยจะไม่ต้องมาถกเถียงเรื่องค่าแรงงานขั้นต่ำกันอีกแล้ว







