
ลุยลงทุนเชื่อมสายไหมจีน
นโยบาย One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหมของจีน เป็นโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งสินค้า
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล ชินภัทร์ ไชยมล
นโยบาย One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหมของจีน เป็นโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งสินค้า ซึ่งจีนนำมาพัฒนาเป็นโครงการลงทุนระดับอภิโปรเจกต์ที่เชื่อมต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะอาเซียนและไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเชื่อมต่อกับโครงการที่มีมูลค่ามหาศาลนี้
อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบาย One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหมของจีนนั้น จะเป็นโอกาสของประเทศไทย เพราะเส้นทางดังกล่าวจะต้องพาดผ่านไทย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางจากจีนลงมาเลเซีย หรือจากจีนไปเมียนมา ซึ่งจีนมีแผนที่รถไฟเชื่อมต่อหมดแล้ว แต่จุดเชื่อมต่อที่สำคัญจะอยู่ที่ไทย
“โอกาสของไทยจากการที่จีนเดินหน้าลงทุนตามนโยบาย OBOR นั้นมหาศาล เพราะไทยเป็นจุดเชื่อมระหว่างอาเซียนเก่าและอาเซียนใหม่จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชัดเจนและการตัดสินใจที่จะโดดเข้าร่วมวงด้วยหรือไม่เท่านั้น เปลี่ยนเส้นทางไม่ผ่านไทย การลงทุนที่จะเกิดขึ้นตลอดแนวเส้นทางนี้ก็ลดน้อยลงมาก เพราะความเจริญยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับการลากผ่านไทย” อัทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ อยากเสนอแนะว่า รูปแบบที่ให้จีนเข้ามาลงทุนในประเทศนั้นควรจะปรับเปลี่ยน เพราะที่ผ่านมา จะเข้ามาแบบลงทุนเอง หรือไม่ก็เข้ามาซื้อกิจการ โดยเฉพาะในกิจการที่จีนขาด เพื่อใช้ทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบ เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ แปรรูปผลไม้ทั้งซัพพลายเชน และธุรกิจยางพาราจนกลายเป็นการผูกขาดกิจการเหมือนกรณีล้งจีน
อัทธ์ กล่าวต่อว่า หากให้จีนมาร่วมลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ก็จะเป็นการพัฒนาร่วมกัน แค่ใส่เงินอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งจะทำให้นโยบาย OBOR สำเร็จเร็วขึ้น และได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย โดยจีนก็สามารถใช้ไทยและอาเซียนเป็นฐานการผลิตและกระจายการผลิตสินค้า ขณะที่เม็ดเงินการลงทุนจากจีนที่เข้ามาก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนเติบโตขึ้น โดยที่ไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
อย่างไรก็ดี ในช่วง 5 ปีจากนี้ จะเป็นช่วงที่จีนเน้นส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งภูมิภาคอาเซียนก็เป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนตามนโยบาย One Belt One Road โดยในปี 2557 จีนเข้ามาลงทุนในกิจการเกี่ยวกับสุขภาพมากที่สุด รองลงมาคือ ธุรกิจการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจโรงแรมและบริการจัดเลี้ยง เป็นต้น
ไพรัช บูรพชัยศรี รองประธานสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งไทยและจีนต่างก็เร่งขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้น เพื่อเชื่อมโยงทั้งทางราง ทางบก ทางน้ำและทางอากาศ เพื่อให้ไทยเป็นฐานใหญ่ในภูมิภาคนี้ ซึ่งมูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจะมีสูงมาก โดยเท่าที่เห็นตอนนี้ นักลงทุนจากจีนก็เข้ามาลงทุนในกลุ่มธุรกิจการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งจำนวนมาก
“ภาคเอกชนอยากให้จีนเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนากับไทยในธุรกิจโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวกับเกษตร เช่น การเพิ่มมูลค่ายางดิบ และการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับความเป็นอยู่ เช่น ธุรกิจด้านอาหารการกิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากจีนที่จะเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น” ไพรัช กล่าว
กองชัย คุ้มศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แดนคำ ในฐานะผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประสานงานระหว่างนักธุรกิจไทย กับโครงการโมฮัน จงฮุ้ย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนจีน-ลาว กล่าวว่า หากเส้นทางการค้าจากจีนไปทางยุโรปมีศักยภาพความเป็นไปได้ นั่นก็หมายถึงสินค้าไทยที่มุ่งสู่จีนก็ยังสามารถต่อไปในตลาดยุโรป หรือพื้นที่รายทางได้เช่นกัน ความพยายามในการเปิดเส้นทางให้เชื่อมถึงกัน จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย อย่างน้อยที่สุด สินค้าสามารถขนส่งไป-มาได้สะดวกขึ้น ทั้งการนำเข้าและการส่งออก
“จากที่เราเคยมองตลาดจีนว่าใหญ่ ถึงตอนนั้นก็จะยิ่งใหญ่กว่า และไม่จำเป็นเสมอไปว่าการค้าเข้าสู่ตลาดยุโรปนั้นจะต้องผ่านพ่อค้าจีน เชื่อว่าพ่อค้าไทยก็มีศักยภาพไม่น้อยที่จะทำให้สินค้าไทยไปกระจายอยู่ในกลุ่มประเทศแถบยุโรปได้” กองชัย กล่าว







