posttoday
สังคมสงเคราะห์แบบไทยๆ

สังคมสงเคราะห์แบบไทยๆ

22 สิงหาคม 2553

ความจริงนั้นความจนเป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ คือเกิดจากความอัตคัดเรื่องปากท้องขึ้นก่อน คือ “คนที่มีกิน” กับ “คนที่ไม่มีกิน” แล้วลุกลามไปเป็นปัญหาสังคม....

ความจริงนั้นความจนเป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ คือเกิดจากความอัตคัดเรื่องปากท้องขึ้นก่อน คือ “คนที่มีกิน” กับ “คนที่ไม่มีกิน” แล้วลุกลามไปเป็นปัญหาสังคม....

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ความจนเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากได้ แม้กระทั่ง “คนจน” ก็ไม่มีใครอยากจะคบ เข้าทำนองคำพังเพยที่ว่า “มีเงินก็นับว่าน้อง มีทองก็นับว่าพี่ ไม่มีเงินไม่มีทอง พี่น้องไม่มี”
ความจนเป็นปัญหาของประเทศมาตั้งแต่บรมกัลป์ ความจริงนั้นความจนเป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ คือเกิดจากความอัตคัดเรื่องปากท้องขึ้นก่อน คือ “คนที่มีกิน” กับ “คนที่ไม่มีกิน” (ซึ่งร้ายแรงกว่าปัญหา “คนจน-คนรวย” เสียอีก) แล้วลุกลามไปเป็นปัญหาสังคม คือ “ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น” กระทั่งเกิดเป็นปัญหาการเมืองอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “สงครามชนชั้น” หรือ “สงครามประชานิยม” ซึ่งประเด็นหลังนี้ถือว่าเป็น “สงครามทางการเมือง” สำหรับบางประเทศที่ยังล้าหลังในทางการเมืองนั้นเลยทีเดียว

รัฐบาลของไทยชุดแล้วชุดเล่า พยายามที่จะ “ขายฝัน” เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน แต่สิ่งที่ทำไปนั้นก็คือ การทำให้คนจนยิ่งรู้สึกว่าพวกเขา “จนมากขึ้น” เริ่มตั้งแต่ “จนสติปัญญา” คิดเองไม่ได้ ต้องให้เจ้านายมาคิดให้ ต่อมาคือ “จนหนทาง” เพราะรัฐบาลท่านไม่มีความคิดอะไรที่ “ง่าย” ไปกว่านี้แล้ว ท้ายที่สุดคือ “จนใจ” ต้องยอมตามสิ่งที่ท่านได้มอบให้นั้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยง

คนฉลาดบางคนบอกว่า ผู้ปกครองของไทยพยายามที่จะให้ประเทศนี้มีคนจนมากๆ เพื่อจะได้แสดง “ฝีมือ” ในการบริหารประเทศ เพราะถ้าคนไทยรวยกันหมดเสียแล้ว ท่านผู้ปกครองทั้งหลายก็จะตกงาน เนื่องจากไม่มีใครให้กดขี่ข่มเหงด้วยการ “โปรยทาน” นี้อีกต่อไป

สังคมสงเคราะห์แบบไทยๆ

ในสังคมที่เรียกว่า “พุทธศาสนิกชน” แต่โบราณเราแก้ปัญหากันด้วยวิธีที่เรียกว่า “การให้ทาน” โดยมี “ผู้มีฐานะ” ที่แปลง่ายๆ ว่า “คนรวย” นำเอาทรัพย์สินที่มีมากกว่าคนอื่นมา “แจกจ่าย” ให้กับคนยากคนจน ถึงขั้นยกย่องว่าการให้ทานนี้คือ “ปรมัตถธรรม” หรือ “ความประพฤติอันเป็นที่สุด” ของการบรรลุโลกุตระ อย่างที่พระเวสสันดรได้บำเพ็ญในชาติสุดท้าย ก่อนที่จะได้อานิสงส์ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อมา

คุณแม่ของผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ครอบครัวมาอยู่กรุงเทพฯ ราวปี 2490 กว่าๆ นั้น รัฐบาล (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) มีการสร้างบ้านเป็นสวัสดิการให้คนจน เรียกว่า “อาคารสงเคราะห์” อย่างที่ครอบครัวของเรามาอาศัยอยู่ก็คือที่ห้วยขวาง โดยเป็นเรือนแฝด 2 ชั้น เนื้อที่ 20 ตารางวา ชั้นล่างมี 2 ห้องเล็กๆ ชั้นบนมีห้องโล่งๆ ห้องเดียว มีห้องน้ำขนาดยืนได้ 2 คน 1 ห้อง ทว่าแต่ละครอบครัวต้องเบียดเสียดกันอยู่โดยเฉลี่ยครอบครัวละ 6 คน !

ในความยากจนที่ผู้เขียนเคยสัมผัสมายังมีเรื่องที่อยากเล่าอยู่มาก แต่คงไม่เป็นประโยชน์สำหรับท่านทั้งหลาย จึงขอ “ตัดฉาก” มาที่ความยากจนของคนไทยจำนวนหนึ่ง ที่มีสภาพน่าสงสารมากยิ่งกว่า แต่ด้วยการแก้ปัญหาที่มีความ “ฉลาด” แตกต่างกัน จึงทำให้คนจนเหล่านี้มี “ชะตากรรม” ต่างกัน

อย่างที่ได้กล่าวมาก็คือ ผู้ปกครองหรือนักการเมืองของไทย พยายามที่จะใช้คนจนและความจนให้เป็นประโยชน์เพื่อการรักษาอำนาจของตนเองเป็นสำคัญ แม้แต่เมื่อจะคิดแก้ปัญหาความยากจน ก็พยายามที่จะไม่แก้ให้หมดต้นตอของปัญหา เพราะถึงแม้ว่าจะแก้ปัญหาความยากจนนั้นได้ (ซึ่งก็เป็นแค่ชั่วคราว) แต่คนเหล่านั้นก็ยังไม่พ้นความจน โดยเฉพาะ “จนศักดิ์ศรี” อันเนื่องมาจากถูกกดให้อยู่ในสถานะ “ต่ำกว่า” อยู่เสมอ

สมัยที่ผู้เขียนยังอาศัยอยู่ในบ้านสวนพลู เจ้าของบ้านคือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ใครๆ ก็รู้ว่าท่านเป็นราชนิกุล (แปลว่าสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์) คงจะเจ้ายศเจ้าอย่างมากล้น แต่เท่าที่ผู้เขียนเคยสัมผัส ท่านไม่เคยดูถูกคนที่รับใช้หรือทำงานให้ท่านเลย ซึ่งท่านจะบอกอยู่เสมอว่า “คนเราถ้ารักจะคบกันหรืออยู่ด้วยกัน ต้องให้เกียรติกัน”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยเป็นประธานมูลนิธิช่วยเหลือนักเรียนขาดแคลนในพระราชินูปถัมภ์ โดยทั่วไปก็คือจัดหาทุนรอนให้นักเรียนที่ยากจน ได้มีเงินเล่าเรียน เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีโครงการเรียนฟรี (แต่ก็กระท่อนกระแท่น) แบบรัฐบาลปัจจุบัน

ท่านสามารถระดมทุนได้มากมาย ด้วยพรรคพวกเพื่อนฝูงบ้าง ด้วยการจัดโขนและนาฏศิลป์หาเงินให้บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านไม่ทำคือ การทำบุญเอาหน้า เพื่อหวังลาภยศและเหรียญตรา อย่างที่ท่านชอบเรียกแบบแซวๆ ว่า “สังคมสงเคราะห์แบบคุณหญิงคุณนาย” โดยที่จะต้องมีการติดตามผลการเล่าเรียนของเด็กเหล่านั้นอย่างจริงจัง พร้อมกับส่งเสริมให้ได้|เรียนจนถึงชั้นสูงสุด (อย่างน้อยก็ถึงมหาวิทยาลัย) หากเด็กคนนั้นมีความสามารถพอ

ช่วงวันหยุดยาว 12–14 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนรับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “การบ้านการเมือง” ที่ จ.ขอนแก่น ให้แก่เยาวชนของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจนในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จ|พระเทพรัตนราชสุดาฯ ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า CCF ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นมูลนิธิที่มีฝรั่งให้เงินอุดหนุนเป็นส่วนมาก แต่ปัจจุบันคนไทยเริ่มเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ก็เพราะความจริงจังของผู้บริหารของมูลนิธิที่สร้างผลงานมากว่า 35 ปีนี้

ดร.กรรณชฎา พิริยะรังสรรค์ คือชื่อของผู้อำนวยการมูลนิธิ ที่ผู้เขียนต้องทึ่งในความทุ่มเท เพราะเธออยู่คุมการเข้าค่ายของเด็กอายุระหว่าง 13–18 ปี นับร้อยคนนั้นอย่างเข้มแข็ง มีทั้งการบรรยายและสาธิตกิจกรรมต่างๆ ให้เด็ก ทั้งยังต้องควบคุมเจ้าหน้าที่ให้คอยดูแลเด็กให้ดีอีกด้วย และเมื่อมีเวลาว่างในครึ่งวันของวันหนึ่ง ก็ยังวิ่งไปตรวจงานที่จังหวัดใกล้เคียง ซึ่งผู้เขียนได้แอบฟังเธอโทรศัพท์ ได้ความว่าลูกๆ โทร.มาจากหัวหิน เพราะคุณพ่อ (ดร.สังสิตฯ) อยากให้แม่มาอยู่ด้วย ขนาดครอบครัวของเธอๆ ยังสละเสีย เพื่อมาทุ่มเทให้แก่เด็กในความรับผิดชอบเหล่านี้

ผู้เขียนได้ข้อคิดจากผู้อำนวยการมูลนิธิ CCF ว่า นอกจากความรักใน “งาน” ที่เธอทำเพื่อเด็กเหล่านี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คนทำงานมูลนิธิไม่ค่อยตระหนักก็คือ “ความเป็นมืออาชีพ” เพราะส่วนมากจะมองว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศล จึงเข้ามาทำงานแบบสบายๆ หรือหวังลาภยศสรรเสริญต่างๆ ดังกล่าว แต่ถ้าเรามีความเป็นมืออาชีพแล้ว เราจะมีความรับผิดชอบอย่างสูงและทุ่มเทอย่างยิ่งให้แก่งานนั้น เพราะ “มืออาชีพ” หวังผลอย่างเดียวคือ “ความสำเร็จ” ในงานที่ทำ

ตั้งใจว่าจะเขียนถึงความ “โหลยโท่ย” ของการสังคมสงเคราะห์แบบไทยๆ (โดยรัฐบาลไทย) ซึ่งคงจะต้องเขียนเป็นมหากาพย์อีกเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ วันนี้ขอเชียร์มืออาชีพคนหนึ่ง เพื่อให้กำลังใจมืออาชีพอีกหลายๆ คน ที่กำลังทำงาน “เพื่อชาติบ้านเมือง” อยู่อย่างทุ่มเท

คนเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้รัฐบาล “กากๆ” ตกงานได้ในอนาคต !

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท