posttoday
ธปท.เสี่ยงขาดทุนหนัก บริหารค่าบาท

ธปท.เสี่ยงขาดทุนหนัก บริหารค่าบาท

19 กันยายน 2559

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มถูกตั้งคำถามที่ท้าทายมากขึ้น หลังจากเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับการไหลบ่าของเงินทุนต่างชาติ หลังจากหลายประเทศในโลกหันไปใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ทำให้เงินทุนต่างชาติต้องไหลเวียนหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายดังกล่าว

ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีผลตอบแทนในการลงทุนสูงกว่าแหล่งอื่นๆ ก็ต้องเผชิญกับภาวะดังกล่าวจนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน

สำหรับประเทศไทยนั้น การลดดอกเบี้ยเพื่อลดส่วนต่างกำไรจากอัตราดอกเบี้ย เพื่อไล่เงินร้อนออกจากระบบ คงไม่สามารถทำได้ง่าย เมื่อคำนึงถึงสภาพการณ์ในประเทศที่การออมลดต่ำลงมาก จนอาจจะกระทบต่อการระดมทุนเพื่อการลงทุนของประเทศในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยที่ลดต่ำยังทำให้เกิดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก ธปท.ระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น จากที่เคยลงทุนในรูปเงินฝากมาก ก็จะโยกไปลงทุนกองทุน หรือหุ้นกู้ที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิตมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ธปท.ก็พยายามออกมาตรการผ่อนคลายการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ ทั้งที่เป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา เพื่อให้เงินเหรียญสหรัฐไหลออกไปบ้าง ลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท แต่ก็ดูเหมือนจะช่วยให้มีการนำเงินเหรียญสหรัฐออกไปลงทุนได้สัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินที่ไหลบ่าเข้ามา โดยเฉพาะในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของไทย

ล่าสุด ธปท.ได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบธุรกิจรับฝากทรัพย์สิน หรือ คัสโตเดียนรายงานประเภทผู้ถือตราสารหนี้ ทั้งที่เป็นพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ของภาคเอกชน ว่าเป็นการถือโดยบุคคลธรรมดา นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนต่างประเทศ แต่ละประเภทมากน้อยเพียงใด เป็นการถือตราสารหนี้ประเภทระยะสั้นเท่าไหร่ ระยะยาวเท่าไหร่

โดยเหตุผลส่วนหนึ่งของการติดตามข้อมูลเหล่านี้ เพราะ ธปท.เห็นว่าในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การไหลเข้ามาของเงินทุนก็ดูจะมีทิศทางที่ไม่เป็นผลดีของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากทำให้เกิดความผันผวนของตลาดเงิน และมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับ ธปท.ต้องการปรับปรุงการรายงานข้อมูลการถือตราสารหนี้ให้มีมาตรฐานมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการให้คัสโตเดียนรายงานสถานะผู้ถือครองตราสารหนี้ดังกล่าว คงไม่สามารถช่วยสร้างเสถียรภาพของค่าเงินบาทได้ เพราะในภาวะดอกเบี้ยและตลาดหุ้นไทยยังมีแรงจูงใจเรื่องผลตอบแทนสูงกว่าตลาดอื่นๆ ก็คงขวางการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติไม่ได้

ขณะเดียวกัน การดูแลค่าเงินบาทที่น่าจะได้ผลมากที่สุด และก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุดด้วย คือการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน ที่จะส่งผลให้มีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ สินค้าทุนและวัตถุดิบ ส่งผลให้มีเงินไหลออกเพื่อชำระค่าสินค้าในปริมาณมากพอที่จะทำให้ค่าเงินบาทไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันได้

แต่สภาวะการค้าการส่งออกทั่วโลกที่หดตัวลงทำให้ภาคเอกชนมีกำลังผลิตส่วนเกิน ขณะที่ภาครัฐก็ไม่สามารถเร่งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้ตามเป้าหมาย แค่เฉพาะงบลงทุนตามปีงบประมาณ ที่มีการไล่จี้เป็นรายกระทรวง ก็ปิดงบประมาณปี 2559 โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้าถึง 18%

ภาระในการดูแลค่าเงินบาท จึงดูเหมือนจะกลับมาตกหนักที่ ธปท.เมื่อดูจากช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คือระหว่างเดือน ก.ย. 2558-2 ก.ย. 2559 ธปท.ได้ใช้ทรัพยากรด้านทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงมากในการดูแลค่าเงินในช่วงเวลาดังกล่าว

เห็นได้จากทุนสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้นถึง 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 1 ปี หรือจาก 1.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2558 เป็น 1.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2559 รวมทั้งมีการทำฟอร์เวิร์ดสุทธิช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้น 5,754 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ ธปท.เข้ารับซื้อเงินเหรียญสหรัฐเพื่อดูแลค่าเงินบาทช่วงดังกล่าวทั้งหมด 31,754 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท (หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ)

และหากย้อนกลับไปเทียบกับช่วงปี 2553-2558 ที่ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. จะพบว่า ทุนสำรองได้ลดลงจาก 1.57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2553 เหลือ 1.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2558 หรือลดลง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มีฐานะสุทธิฟอร์เวิร์ด เพิ่มขึ้น 1,004 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหักลบแล้ว ฐานะทุนสำรองฯ ลดลงประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ในบางช่วงบางตอนในช่วงปี 2553-2558 มีการเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็ทำให้ฐานะทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 1.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และฐานะสุทธิฟอร์เวิร์ด สูงขึ้นเป็น 17,450 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2558 และหลังจากนั้นทุนสำรองฯ ของประเทศก็ทยอยลดลงจนปิดที่ 1.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

เป็นที่รู้กันว่า การเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกลางทั่วโลกนั้น มีต้นทุนค่าใช้จ่าย ในส่วนของ ธปท. คือ การที่ต้องออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินจากการนำเงินบาทไปรับซื้อเงินเหรียญสหรัฐกลับเข้ามาเก็บไว้ ผลคือ ผลประกอบการที่ขาดทุนของ ธปท.

ทั้งนี้ ผลประกอบการของ ธปท. ที่เคยขาดทุนมากกว่า 1 แสนล้านบาทช่วงก่อนปี 2556 ได้ลดลงมาต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ในปี 2557-2558 หรือขาดทุน 6.34 และ 7.15 หมื่นล้านบาทตามลำดับ

ที่น่าจับตา คือ ผลประกอบการของ ธปท. ปี 2559 จะออกมาขาดทุนมากน้อยเพียงไร

เพราะหาก ธปท.หวนกลับไปขาดทุนเป็นแสนล้านบาทอีก ความคล่องตัวในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของ ธปท.ในระยะต่อไปก็จะลดลง โดยเฉพาะปัจจัยความเสี่ยงในตลาดการเงินโลกยังมีอยู่อีกมาก จากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของกลุ่มประเทศทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่ล้วนทำให้การไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศยังคงรวดเร็วและไม่แน่นอนมากขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องใช้ความสามารถอย่างมากบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน และไม่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเอนเอียงไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งจนเสีย “สมดุล”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท