posttoday
เจตนาต้องดี ปัญญาก็ต้องมี

เจตนาต้องดี ปัญญาก็ต้องมี

18 กันยายน 2559

หลายปีก่อน ผมซื้อต้นอโศกขนาดความสูงประมาณหนึ่งไม้บรรทัดจากสวนจตุจักรมา 10 กว่าต้น

โดย...เชาวลิต บุณยภูษิต เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.or

หลายปีก่อน ผมซื้อต้นอโศกขนาดความสูงประมาณหนึ่งไม้บรรทัดจากสวนจตุจักรมา 10 กว่าต้น ปลูกเป็นแนวยาวข้างบ้าน หวังจะให้เป็นแนวรั้วริมทางและกันฝุ่นจากซอยข้างบ้าน เย็นวันนั้นปลูกเสร็จก็เอาปุ๋ยเคมีฝังดินรอบๆ โคนต้น กะว่าต้นไม้จะได้รับปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ ด้วยคิดว่าหากโรยปุ๋ยไว้บนพื้นดินปุ๋ยอาจจะละลายไปกับน้ำตอนรดน้ำ ต้นไม้อาจจะได้รับปุ๋ยไม่เต็มที่

วันรุ่งขึ้นไปดูต้นอโศกที่ปลูกไว้ ปรากฏว่าใบเหี่ยว จนผมต้องรีบขุดดินเอาปุ๋ยเคมีออกหมดทุกต้น อาการใบเหี่ยวคงเป็นเพราะปุ๋ยเคมีในดินแผ่ไอร้อนใส่ต้นไม้เล็กจนใบเหี่ยว หากปล่อยไว้เหมือนเดิมไม่แน่ใจว่าต้นอโศกจะรอดและเติบใหญ่มาได้เหมือนทุกวันนี้หรือไม่

เมื่อปลายปี 2550 เกิดกรณีศิลปินวาดภาพสีอะครีลิกบนผ้าจีวร ชื่อภาพ “ภิกษุสันดานกา” จนได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรม ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ส่งผลให้พระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง รวมทั้งองค์กรอื่นๆ ออกมาประท้วงว่าภาพดังกล่าวไม่เหมาะสมในการจัดแสดง หมิ่นเหม่ต่อการเหยียดหยามสถาบันสงฆ์และพระพุทธศาสนา

คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินยืนยันว่าทำด้วยเจตนาดี ชี้แจงว่าภาพดังกล่าวมิได้หมิ่นศาสนาแต่ประการใด ศิลปินต้องการสื่อให้มองเห็นสิ่งไม่ดีไม่งามที่กำลังทำลายศาสนาอยู่ในยุคปัจจุบัน (ผมเคยนำมาเขียนเป็นบทความเรื่อง “สันดานกา ส่อสันดานใคร (บ้าง)?” คอลัมน์เดียวกันนี้ ในโพสต์ทูเดย์ 13, 20 ม.ค. 2551)

นิทานชาดกเรื่องหนึ่ง เล่าว่า ในกรุงพาราณสียุคก่อนพุทธกาล ในเมืองมีงานนักขัตฤกษ์ คนเฝ้าอุทยานคิดว่าตัวเองจะไปเที่ยวงาน เลยบอกลิงจ่าฝูง ขอให้ลิงช่วยรดน้ำต้นไม้ที่กำลังปลูกใหม่ในสวนช่วงที่ตัวเองไม่อยู่ ลิงตกลงรับเป็นธุระให้ คนสวนกำชับว่าขอให้ทำด้วยความระมัดระวัง จัดหาภาชนะสำหรับตักน้ำให้แก่พวกลิง แล้วก็ไปเที่ยวงาน

ลิงจ่าฝูงบอกลิงด้วยกันว่าน้ำมีน้อย ควรประหยัดน้ำ ก่อนรดน้ำต้นไม้ต้องถอนต้นไม้ขึ้นดูรากก่อน ต้นไหนรากลึกก็รดน้ำให้มาก ต้นไหนรากไม่ลึกก็รดแต่น้อย พวกลิงบริวารก็เห็นพ้องด้วย แล้วพากันทำตาม

เรื่องที่ยกมาเป็นอุทาหรณ์ทั้ง 3 เรื่อง มีทั้งเรื่องที่ประสบด้วยตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และนิทานชาดก จุดมุ่งหมายที่ต้องการกับผลที่เกิดขึ้นสวนทางกันอย่างไร คงไม่ไกลเกินจะคาดได้ เพราะการกระทำด้วยเจตนาว่าจะทำประโยชน์ แต่กลับนำความเสียหายมาให้ ท่านจึงกล่าวไว้ว่าการประพฤติประโยชน์ โดยผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์ มิได้นำความสุขมาให้เลย คนโง่ๆ ทำประโยชน์เสื่อม ดังนั้นเจตนาดีต้องมีปัญญารอบรู้กำกับด้วย ผลที่หมายจึงจะบรรลุได้ด้วยดี

ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการยกร่างและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นกรอบกติกาในการจัดโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารประเทศกันใหม่ และมีการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ เช่น การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ เป็นต้น ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญไทยจะทำให้การเมืองไทยเดินออกจากวงจรที่หมุนวนซ้ำซากแบบเดิมๆ ในระยะ 84 ปีได้หรือไม่

ในพระพุทธศาสนามีธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและวินัยที่ทรงบัญญัติเป็นองค์ประกอบหลัก ทำให้พระพุทธศาสนาคงอยู่เพื่อประโยชน์ของพหูชนมากว่า 2,500 ปีแล้ว กล่าวเฉพาะวินัย เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภหรือประโยชน์ที่ทรงประสงค์ ในการทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสงฆ์มี 10 ประการ คือ

1.เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ คือ เพื่อความเรียบร้อยดีงามแห่งสงฆ์ ซึ่งได้ทรงชี้แจงให้มองเห็นคุณโทษแห่งความประพฤตินั้นๆ ชัดเจนแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นไว้โดยความเห็นร่วมกัน

2.เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์

3.เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก คือ เพื่อกำราบคนผู้ด้าน ประพฤติทราม

4.เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม

5.เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน คือ เพื่อระงับปิดทางความเสื่อมเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่จะมีในปัจจุบัน

6.เพื่อบำบัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต คือ เพื่อแก้ไขมิให้เกิดความเสื่อมเสีย ความทุกข์ความเดือดร้อน ที่จะมีมาในภายหน้าหรือภพหน้า

7.เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

8.เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

9.เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม

10.เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย คือ ทำให้มีบทบัญญัติสำหรับใช้เป็นหลักเกณฑ์จัดระเบียบของหมู่ สนับสนุนความมีวินัยให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น

ท่านสรุปไว้ตอนท้ายว่า ข้อ 1-2 ว่าด้วยประโยชน์แก่สงฆ์หรือส่วนรวม, ข้อ 3-4 ว่าด้วยประโยชน์แก่บุคคล, ข้อ 5-6 ว่าด้วยประโยชน์แก่ความบริสุทธิ์ หรือแก่ชีวิต ทั้งทางกายและทางใจ, ข้อ 7-8 ว่าด้วยประโยชน์แก่ประชาชน, ข้อ 9-10 ว่าด้วยประโยชน์แก่พระศาสนา (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต))

ช่วงที่เกิดกรณีภาพ “ภิกษุสันดานกา” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้คติไว้ว่าการพิจารณาต้องดูหลายแง่หลายมุม จะดูแง่เจตนาอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องดูให้ลึกและให้รู้ชัดถึงขั้นว่ามีสติรอบคอบหรือไม่ ปัญญารู้เท่าถึงการณ์หรือเปล่า รู้เรื่องราวที่จะทำหรือไม่ รู้ถึงผลที่จะเกิดหรือไม่ ต้องมองให้หมดรอบด้านทุกแง่มุม ถ้าทำด้วยเจตนาดีแล้ว ปัญญาก็ต้องมีด้วย ผลที่หมายจึงจะบรรลุ จะอ้างว่าทำด้วยเจตนาดีแต่อย่างเดียวหาเพียงพอไม่

คตินี้หากนำมาปรับใช้กับคนในสังคมไทยบ้างก็น่าจะดี เพื่อความเจริญวัฒนาสถาพรของสังคม และป้องกันความเสื่อมที่อาจจะมีมาในภายหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์