
เศรษฐกิจดีจริงหรือ
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันชั้นนำหลายแห่ง มีการปรับประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันชั้นนำหลายแห่ง มีการปรับประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สำหรับในปี 2559 นำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองดีขึ้นเป็น 3.2% จากคาดการณ์เดิม 3.1% เช่นเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.8% ส่วนศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ก็เตรียมปรับประมาณการใหม่ในเดือน ต.ค.นี้ สูงกว่าประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ 2.8%
การแห่ปรับประมาณการเศรษฐกิจของปีนี้เกิดขึ้น ภายหลังจากเห็นตัวเลขในไตรมาสแรกและ 2 เติบโตดีเกินคาดการณ์ 3.2% 3.5% ตามลำดับรวมถึงสัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภคเอกชนไตรมาส 2
ทั้งนี้ บล.ภัทร มีการปรับไส้ในตัวเลขต่างๆ ของการปรับคาดการณ์จีดีพี เช่น การส่งออกติดลบ 1.9% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดติดลบ 0.7% การลงทุนเอกชนยังขยายตัวต่ำที่ 1.5% จากเดิม 2% มูลค่าการนำเข้าติดลบ 5.8% จากเดิมติดลบ 4.4% ส่วนการบริโภคเอกชนขยายตัว 2.5% จากเดิม 2.1% และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเท่าประมาณการเดิมคือ 10%
ประมาณการใหม่ที่ดีขึ้นนั้นจะไปถึงเป้าหมายหรือไม่ ยังมีตัวแปรสำคัญเรื่องการเบิกจ่ายของภาครัฐ และการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อไปไหวไหม รวมถึงรัฐบาลจะออกมาตรการมากระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจอีกหรือไม่ หลังจากที่ออกมาหลายมาตรการแล้ว จุดกำลังซื้อฟื้นตัวได้ระดับหนึ่ง การกระตุ้นจะส่งต่อในครึ่งปีหลังได้มากแค่ไหน
แต่หากพิจารณาจากปัจจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเศรษฐกิจปีนี้จะโตถึง 3.2% ยังต้องลุ้น
เหตุผลหนึ่งเกิดจากการดำเนินมาตรการของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจีนโดยตรง จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทยอาจจะลดลงก็เป็นไปได้สูง รวมถึงการเร่งปราบปรามคอร์รัปชั่น มีการตัดสินคดี นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษหลายคน อาจจะสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงการอนุมัติหรือเร่งรัดงบประมาณสำหรับการลงทุนของภาครัฐ
ซึ่งเราเห็นด้วยเรื่องการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญและการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เพื่อวางรากฐานประเทศในระยะยาว แต่ต้องยอมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้นนี้ด้วย
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ตอนนี้ทุกสายตาต่างจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) แม้ตลาดเชื่อว่าจะยังไม่รีบตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ก็ตาม และธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) จะลดอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบอยู่แล้วให้ติดลบมากขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง เพราะเครื่องมืออื่นๆ เช่น การซื้อพันธบัตรก็มีปัญหาเรื่องปริมาณไม่เพียงพอแล้ว รัฐบาลจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด
ในเมื่อเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวลง แล้วประเทศไทยจะสวนทางไหวหรือ การส่งออกจะติดลบมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีโอกาสเกิดขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการจ้างงานลดลงหรือลดการทำงานล่วงเวลา กระทบรายได้ของผู้มีรายได้น้อย กดดันกำลังซื้อที่ฟื้นตัวในไตรมาส 2 ขาดความต่อเนื่องในครึ่งปีหลังก็เป็นไปได้
ดังนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องตั้งหลักให้ดีว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การทรงตัว ประคับประคองไม่ให้ทรุดลงเท่านั้น หากมองภาพใหญ่ผิดพลาดไป การดำเนินนโยบายหรือการดำเนินธุรกิจ ก็อาจจะผิดทางด้วย ทำให้เกิดความเสียหายในอนาคตได้







