
ทำพรรคการเมืองให้มีความเป็นสถาบันอีกครั้ง (?)
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
ความกังวลของนักการเมืองที่มีต่อการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเป็นที่มาของข้อเขียนนี้ ซึ่งจากการประมวลเบื้องต้นสามารถแยกความกังวลต่อรายละเอียดของการยกร่างได้ 2 ประเด็นด้วยกันคือ หนึ่ง การตั้งและเหตุของการยุบพรรคการเมือง และสอง การที่พรรคการเมืองต้องส่งรายละเอียดนโยบายของพรรคการเมืองที่จะใช้หาเสียงกับประชาชนให้ กกต.
หลายคนอาจตั้งคำถามกับข้อกังวลเหล่านี้ของนักการเมืองว่าทำไมต้องเกิดความกังวลเหล่านี้เพราะอาจจะมีความเห็นด้วยกับข้อเสนอในร่างที่ กกต. ได้เสนอไปใน พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง แต่หลายคนอาจจะเห็นด้วยกับความกังวลของนักการเมืองเพราะมีมุมมองที่เห็นว่า กกต. นั้นเสนอหน้าที่บางอย่างล้ำออกไปจากเขตหน้าที่เดิม
อย่างไรก็ดี คำถามที่ควรจะถามในตอนต้นในเรื่องความกังวลนี้จะไม่ใช่ว่าเราควรเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความกังวลนี้ แต่ควรถามว่าทำไม กกต. ถึงเสนอข้อเสนอเหล่านี้ออกมาหรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งว่าจุดประสงค์ของข้อเสนอเหล่านี้ของ กกต. นั้น มีเพื่ออะไร
และเมื่อพิจารณาเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. โดยเฉพาะในส่วนของข้อเสนอในการตั้งและยุบพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้มีสมาชิกพรรคการเมืองที่ต้องมีมาจากทุกภาคของประเทศ การที่ต้องมีสาขาพรรคและในแต่ละสาขาพรรคจะต้องมีสมาชิกพรรคซึ่งเป็นคนในพื้นที่ การที่สมาชิกพรรคจะต้องจ่ายค่าสมาชิกให้กับพรรคการเมือง และที่สำคัญการยุบพรรคที่จะเกิดขึ้นได้หากพรรคไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่พยายามที่จะทำให้พรรคการเมืองในประเทศไทยนั้นมีความเป็น “สถาบัน” การเมืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
แต่การถูกหยิบยกขึ้นมานี้ก็อาจจะทำให้หลายคนมีคำถามว่าแล้วอะไรกันแน่ที่หมายถึงความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคการเมือง คำตอบที่มีก็คือว่า การเป็นสถาบันของพรรคการเมืองนั้นไม่ได้หมายความถึงการตั้งพรรคและคงอยู่ได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงอย่างเดียว เพราะการเป็นสถาบันทางการเมืองนั้นการอยู่อย่างยาวนานในระบบการเมืองแต่ขาดอิทธิพลหรือไม่สามารถสร้างผลกระทบให้กับระบบการเมืองแล้วก็ไม่อาจจะถือได้ว่าพรรคการเมืองหนึ่งๆ นั้น มีความเป็นสถาบันทางการเมืองได้
ดังนั้น ถ้าจะพูดให้ง่ายๆ ความเป็นความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองก็คือ การที่พรรคการเมืองจะไม่ใช่แหล่งรวมของนักการเมืองในยามที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะถ้านักการเมืองย้ายออกจากพรรคไป พรรคก็จะหายหรือตายไปจากระบบการเมือง เพราะไม่มี สส.ในสภาหรือทำงานในสภาได้อีกต่อไป
ถามว่า แล้วความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง ดูได้จากอะไรบ้าง คำตอบคือ การจะมองว่าพรรคการเมืองจะมีความเป็นสถาบันทางการเมืองได้นั้นจะต้องมีการประเมินจากตัวชี้วัด 4 ข้อด้วยกันคือ (1) การไม่หายไปของคะแนนเสียงของพรรคที่ได้รับในระหว่างการเลือกตั้งที่ติดกัน หมายความว่า พรรคการเมืองจะไม่ได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดหรือชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับคะแนนเสียงเท่าเดิมหรือลดลงเป็นอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งต่อมา ซึ่งเท่ากับว่าพรรคนี้ไม่ได้มีฐานสนับสนุนของพรรคที่แท้จริง เพราะการมีฐานสนับสนุนพรรคที่แท้จริงจะต้องผ่านตัวชี้วัดที่สอง คือ (2) การมีฐานเสียงในใจของประชาชน ซึ่งหมายถึงการมีฐานเสียงที่จงรักภักดีต่อพรรคการเมือง ไม่ใช่ต่อนักการเมือง โดยในข้อนี้หากพรรคการเมืองสอบผ่านก็เท่ากับการผ่านในตัวชี้วัดที่หนึ่งด้วยเช่นกัน
(3) การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพรรคการเมือง นั่นคือ การทำให้ประชาชนยังเห็นว่าพรรคการเมืองยังคงมีความสำคัญหรือเป็นเครื่องมือและวิถีของการสร้างและการคงอยู่ของประชาธิปไตยในประเทศ และตัวชี้วัดที่ 4 สุดท้าย (4) ความเป็นองค์กรของพรรคการเมือง ซึ่งหมายถึงการที่พรรคการเมืองจะต้องมีโครงสร้างอย่างเป็นทางการ มีหน่วยสนับสนุนอันได้แก่สาขาพรรคการเมืองซึ่งจะเป็นแหล่งของการสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ รวมถึงการเป็นแหล่งส่งเสริมและสร้างความใส่ใจในการเมืองในระดับท้องถิ่น
ซึ่งในข้อสุดท้ายนี้เองที่เมื่อมองข้อเสนอของ กกต. ในเรื่องของการการจ่ายค่าบำรุงสมาชิก หรือการทำให้พรรคการเมืองลงเลือกตั้งทุกครั้ง จะเห็นว่านี่อาจเป็นการพยายามทำให้เกิดฐานสมาชิกที่แน่นอนซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของพรรคในพื้นที่และการผ่านไปสู่ตัวชี้วัดตัวอื่นๆ ของความเป็นสถาบันทางการเมือง
อย่างไรก็ดี ข้อกังวลที่มีต่อข้อเสนอของ กกต.ในเรื่องของสมาชิกและโครงสร้างสาขาพรรคการเมืองนั้น คือการตรวจสอบและทำให้เกิดการปฏิบัติได้จริง เช่น การมีสมาชิกพรรคและระบบบริหารสมาชิกพรรคที่แท้จริงไม่ใช่สมาชิกพรรคแค่ในกระดาษได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น หากการสร้างฐานสมาชิกที่เกิดจากการบังคับ หรือไม่ได้เกิดจากการมีอุดมการณ์ที่คล้ายกัน หรือเกิดจากความพยายามในการสร้างคนของพรรคที่มีความผูกพันหรือความต้องการจะมาช่วยพรรคแล้วนั้น ความพยายามจะสร้างฐานสมาชิกหรือการทำให้เกิดสมาชิกเพื่อที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันได้นั้นจะไม่มีทางประสบผลสำเร็จเลย
กับอีกข้อกังวลในเรื่องของการที่พรรคการเมืองจะต้องส่งรายละเอียดงบประมาณและการดำเนินงานตามนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้หาเสียงต่อ กกต. มองได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะในที่สุดแล้ว การเลือกตั้งคือการหาเสียง คือการขายนโยบาย หรือจะบอกว่าขายฝันก็ไม่ผิด และการหาเสียงด้วยนโยบายในการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งของไทยแต่การขายนโยบายที่ไม่ได้บอกถึงจำนวนงบประมาณหรือแหล่งที่มาของงบประมาณนั้นๆ จะกลายเป็นการชักจูงหรือหลอกลวงได้
เช่นนี้แล้ว การเสนอให้เห็นที่มาที่ไปของนโยบายและกระบวนการดำเนินงานจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสม
แต่ กกต.อาจจะต้องจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในเรื่องนี้ให้ถูก ในเรื่องนี้ กกต.ควรวางตัวเองเป็นผู้ที่รับข้อมูลและให้ข้อมูล แต่ไม่ควรตั้งตัวมาทำหน้าที่วินิจฉัยหรือตัดสิน ความคุ้มค่า หรือถูกต้องของโครงการซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนจะเป็นผู้ทำหน้าที่นั้นเอง
พูดง่ายๆ คือ กกต.ขอให้ส่งข้อมูลนโยบายได้ แต่ไม่ควรบอกว่านโยบายนั้นดีไม่ดีอย่างไร ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอง เพราะประชาชนควรจะเป็นผู้เลือกที่ว่าหากจะต้องทำตามนโยบายนั้นเงินจะมาจากกระเป๋าของพวกเขา และหากพวกเขายินดีที่จะควักจ่ายก็คงต้องปล่อยไปตามมติของประชาชนนั่นเอง







