
ดอกลด หนี้กระฉูด
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อวานนี้มีข่าวผลสำรวจจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าหนี้ครัวเรือนของไทยกำลังไต่ระดับสูงสุดในรอบ 9 ปีที่มีการสำรวจ เฉลี่ยแล้วมีหนี้ตกครัวเรือนละประมาณ 2.98 แสนบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 20.2% สาเหตุการเป็นหนี้อันดับ 1 คือ เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รองลงมา คือ กู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจ และกู้ไปซื้อรถเป็นอันดับสาม
นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจทีเดียวเพราะเป็นอัตราที่ขยายตัวทุกปี และเกินเลข 2 หลักมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อ 3-4 ปีก่อน ซึ่งปีนี้หนักสุดเพราะสภาพเศรษฐกิจที่ยังฝืดเคือง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ต้องใช้วิธีกู้ยืมมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปก่อน
หากเปรียบเทียบดูกับสถานการณ์ในประเทศอื่นๆ จะพบได้ว่ามีทั้งความเหมือนและความต่างในคราวเดียวกัน
จุดที่เหมือนกันก็คือ หันไปทางไหนก็เจอแต่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเอเชีย-แปซิฟิก เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และออสเตรเลีย หรือในฝั่ง สหรัฐ และแคนาดา
ทว่าที่ต่างกันออกไปก็คือ สาเหตุของหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแตกต่างกันไป บ้างก็เป็นเพราะพิษปากท้องที่ทำให้กลุ่มคนรายได้น้อยยังต้องดิ้นรน และส่วนหนึ่งเป็นเพราะดอกเบี้ยต่ำติดดินมานานที่ล่อใจ
ในเกาหลีใต้ซึ่งได้ชื่อว่ามีหนี้ครัวเรือนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเอเชียนั้น เคยประกาศเอาจริงกับปัญหานี้และควบคุมการเร่งตัวของหนี้ใหม่ได้ระดับหนึ่ง
ทว่าหลังจากรัฐบาลดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ระดับ 1.25% อัตราหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นเดือน มิ.ย. กลับพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.257.3 ล้านล้านวอน และส่งผลให้ธนาคารกลางไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมตลอดการประชุม 3 ครั้งที่ผ่านมา เพราะกลัวจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดหนี้ครัวเรือนเพิ่ม
ที่ออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูล เพิ่งเตือนคนในประเทศให้ระวังการก่อหนี้ครัวเรือนที่กำลังเพิ่มขึ้น ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเป็นประการณ์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำหลังจากที่แบงก์ชาติออสเตรเลียแสดงความเป็นห่วงกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นแตะ 1.45 ล้านล้านเหรียญออสเตรเลีย
ส่วนที่มาเลเซียข้อเสนอให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์มีอนุญาตสามารถปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อบ้านได้โดยตรงนั้น ถูกเบรกดังเอี๊ยดจากทั้งภาคธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักที่กังวลว่า จะยิ่งทำให้หนี้ครัวเรือน
สูงขึ้นและแก้ยากขึ้นไปใหญ่ หลังจากที่ระดับหนี้ยังสูงถึง 89% ต่อจีดีพี หรือราว 1.04 ล้านล้านริงกิต
ขณะที่ในสหรัฐนั้นเป็นการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มของหนี้บัตรเครดิต ซึ่งอาจเป็นเหตุผลใกล้เคียงกับของไทยจำนวนไม่น้อย ที่กลุ่มคนผู้มีรายได้ต่ำยังคงต้องกระเสือกกระสนกู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือน โดยในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีหนี้บัตรเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ทั้งหมดในปี 2015 รวมอยู่ที่ 3.44 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอัตราการจ่ายหนี้เพียง 2.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008
หนี้ครัวเรือนตอนเศรษฐกิจดีก็ว่าน่าห่วงแล้ว แต่ยิ่งเศรษฐกิจลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้ยิ่งน่าห่วงไปใหญ่ค่ะ







