
แบงก์มะกันฉาวรอบใหม่ จุดชนวนล้อมคอกใหญ่อีกหน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐปี 2008 ตั้งแต่การล้มของแบร์ สเติร์นส์ ไปจนถึงเลห์แมน บราเธอร์ส และลุกลามออกไปกลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้น หลายฝ่ายต่างได้รับบทเรียนที่เจ็บปวด จนนำไปสู่การล้อมคอกภาคการเงินการธนาคารครั้งใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ในระดับโลกนั้น มีการผ่านเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินออกมาใหม่ในชื่อว่าบาเซิล 3 โดยคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่มีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่สหรัฐได้ผ่านกฎหมาย ดอดด์ แฟรงก์ (Dodd Frank Act) โดยผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และมีประธานาธิบดี บารัก โอบามา ลงนามรับรองในปี 2010
โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว กฎหมายเหล่านี้มีเป้าหมายมุ่งสกัดความเสี่ยงและการลงทุนความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการอุดช่องโหว่ในเรื่องการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง และการอุดช่องโหว่ในการลงทุนตราสารอนุพันธ์ความเสี่ยงสูง หลังจากเข็ดกับนวัตกรรมพวกตราสารซีดีโอ ซีดีเอส ในวิกฤตซับไพรม์ครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ตลอด 8 ปีจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปัญหาความฉ้อฉลต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารระดับโลกก็ยังคงเกิดขึ้นให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดกรณีที่เกิดขึ้นกับธนาคาร “เวลส์ ฟาร์โก” แบงก์ใหญ่ระดับท็อป 3 ในสหรัฐนั้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความพยายามกำกับดูแลที่ผ่านมาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร ตราบใดที่สถาบันการเงินไม่ได้นำบทเรียนที่ผ่านมาไปปรับใช้ในวัฒนธรรมองค์กรใหม่ และพยายามแหกคอกตราบเท่าที่มีโอกาส
ขณะที่ทั่วโลกหันไปจับจ้องธุรกรรมความเสี่ยงสูง หรือปิดช่องความเสี่ยงพวกการลงทุนอันซับซ้อน และมักจับตาเพียงระดับหนี้เสียกับการตั้งสำรองความเสี่ยง เวลส์ ฟาร์โก กลับแหกช่องที่ง่ายดายยิ่งกว่านั้นมาก โดยใช้เพียงข้อมูลและเงินในบัญชีของลูกค้าเดิม แอบไปเปิดบัญชีเพิ่มและสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ เช่น บัตรเครดิต ให้กับลูกค้าโดยที่ไม่รู้ตัวและไม่ได้ให้ความยินยอม ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 2011 รวม 2 ล้านบัญชี
ความผิดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายปีเช่นนี้ มีตั้งแต่การใช้ข้อมูลและเงินของลูกค้าเดิมแอบเปิดบัญชีใหม่ 1.5 ล้านบัญชี ซึ่งทำให้ลูกค้าหลายรายถูกคิดค่าปรับเนื่องจากเหลือวงเงินในบัญชีเดิมไม่มากพอ นอกจากนี้ยังมีการแอบเปิดบัตรเครดิตถึง 565,443 ใบ โดยที่ลูกค้าไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอม ซึ่งในจำนวนนี้ บัตร 1.4 หมื่นใบ สร้างรายได้ให้ถึง 4 แสนเหรียญสหรัฐ (เกือบ 14 ล้านบาท) จากค่าธรรมเนียมรายปี ค่าดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชี
จ่ายค่าปรับ 185 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,450 ล้านบาท) เพื่อยอมความเรื่องนี้กับสำนักงานคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภค (ซีเอฟพีบี) สำนักงานกำกับดูแลเงินตรา (โอซีซี) และสำนักอัยการลอสแองเจลิส
หากดูแล้วอาจเป็นเพียงเคสเล็กๆ เมื่อเทียบกับมหากาพย์ซับไพรม์เมื่อปี 2008 หรือการที่ 16 แบงก์ยักษ์ระดับโลกถูกกล่าวหาว่าปั่นดอกเบี้ยไลบอร์ ในตลาดไลบอร์ขนาด 450 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2014
ทว่าการที่พนักงานของแบงก์ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องและถูกไล่ออกไปแล้วกว่า 5,300 คนนั้น อาจสะท้อนได้ถึง “ความไม่ปกติ” ที่พนักงานกว่าครึ่งหมื่นในแต่ละสาขาทั่วสหรัฐ จะพร้อมใจกันมีพฤติกรรมฉ้อโกงเช่นนี้เป็นเวลาต่อเนื่องนานเป็นปีๆ ซึ่งคาดว่าตั้งแต่ปี 2011-2013 หากไม่มีเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรที่ยอมปิดหูปิดตาเข้ามาเกี่ยวข้อง
เวลส์ ฟาร์โก เพิ่งขึ้นตำแหน่งแบงก์ใหญ่สุดด้วยขนาดสินทรัพย์อันดับ 3 ในสหรัฐมาในปีนี้ โดยแซงหน้าแบงก์ใหญ่เจ้าถิ่นเดิม อย่างเช่น ซิตี้ กรุ๊ป มาได้ โดย เวลส์ ฟาร์โก นั้นขึ้นชื่อในเรื่องความเก่งของการ “ขายของ” โดยเฉพาะการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคาร ตั้งแต่บัญชีเงินฝากหลากประเภท ไปจนถึงบัตรเดบิต บัตรดิต ประกัน สินเชื่อ และอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องจากยุคของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) คนเก่าก่อน จอห์น สตัมป์
อีริค ชิฟเฟอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภาวะวิกฤตจากเรพิวเทชั่น แมนเนจเมนต์ คอนซัลแทนต์ ได้ให้มุมมองกับบิซิเนส อินไซเดอร์ ว่าการสร้างบรรยากาศภายในองค์กรว่าการทำยอดตามเป้าและผลกำไรสำคัญที่สุดโดยไม่สนวิธีการนั้น อาจเป็นเหตุผลได้ว่าทำไมเรื่องเช่นนี้จึงเกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในธนาคาร
ภายหลังจากที่เป็นกรณีอื้อฉาวไปทั่วประเทศและทั่วโลก เวลส์ ฟาร์โก ได้สั่งยกเลิกเป้าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของพนักงานในส่วนธนาคารเพื่อลูกค้ารายย่อยในเดือน ม.ค. 2017 หลังสั่งให้พนักงานหยุดขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินของบริษัทมากกว่า 1 ประเภท (ครอสเซลส์) ชั่วคราวไปแล้ว
แม้ซีเอฟโอของเวลส์ ฟาร์โก จะพยายามบ่งชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากพนักงานเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่มีผลงานไม่ดี และพยายามทุกวิถีทางโดยไม่สนใจกฎระเบียบเพื่อทำผลงาน ทว่าที่สุดแล้วธนาคารคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัญหานี้เป็นส่วนหนึ่งมาจากวัฒธรรมการไล่บี้ทำยอดของธนาคาร และการขาดการตรวจสอบภายในที่รัดกุมเพียงพอต่อพนักงานจำนวนกว่า 5,300 คน
กรณีนี้ได้จุดชนวนความสนใจให้กับหลายฝ่ายโดยเฉพาะรัฐบาล ให้หันมาสนใจการล้อมคอกภาคการเงินการธนาคารในประเทศอีกครั้ง โดย จาค็อบ หลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ให้ความเห็นกับซีเอ็นบีซีว่าอาจต้องมีการล้อมคอกเพิ่มการกำกับดูแลภาคธนาคารให้รัดกุมยิ่งขึ้น ขณะที่คณะกรรมาธิการกิจการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งได้รับแรงกดดันมาอย่างต่อเนื่องจาก สส. และ สว.ทั้งฝั่งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน จะเปิดการไต่สวนกรณีธนาคารเวลส์ฟาร์โก ในวันที่ 20 ก.ย. โดยให้ซีอีโอของธนาคารมาขึ้นให้การ
ทั้งนี้ แม้จะยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เป็นรูปธรรมขึ้นหรือไม่ ท่ามกลางรายงานข่าวว่าผู้บริหารของแบงก์พยายามเดินสายล็อบบี้ สว. ถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนการไต่สวน และเคสนี้ก็อาจถือว่ายังเล็กหากเทียบกับวิกฤตในอดีต ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็ถือเป็นสัญญาณของการตื่นตัวที่สหรัฐพร้อมจะตรวจสอบและไม่ให้เกิดวิกฤตรอบใหม่ขึ้นอีก







