
มิติใหม่ของนโยบายเศรษฐกิจในยุคข้อมูล
โดย...วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อนานมาแล้วมนุษย์เราเคยคิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก ความเชื่อนี้คงอยู่มานานจนกระทั่งเมื่อมีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้น และ Isaac Newton ได้พัฒนาจนสามารถใช้ส่องดูวัตถุระยะไกลบนท้องฟ้าได้จริงในปี 1668 จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าแท้จริงแล้วโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่หมุนรอบดวงอาทิตย์
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Robert Hooke นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ก็ได้ประยุกต์ใช้กล้องจุลทรรศน์ในการส่องดูสิ่งต่างๆ รอบตัว จนได้ค้นพบ “เซลล์” ของสิ่งมีชีวิตเป็นครั้งแรกในปี 1665 ซึ่งได้กลายเป็นจุดกำเนิดของศาสตร์ด้านชีววิทยามาจนถึงทุกวันนี้
การค้นพบหรือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ บ่อยครั้งเกิดขึ้นเพียงจากการ “มอง” หรือการ “ส่องดู” เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ โดยอาศัยเครื่องมือที่ช่วยให้เรามองเห็นได้ไกลขึ้น ลึกขึ้น และละเอียดขึ้นดังที่ Lord Kelvin นักฟิสิกส์ผู้ลือชื่อได้กล่าวไว้ว่า “Science begins with measurement” หรือ วิทยาศาสตร์เริ่มต้นด้วยการวัด ความสามารถในการ “วัด” สิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่ จึงเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งของการค้นพบและการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษยิ่ง เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่กระแสข้อมูลท่วมท้นพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งยกระดับความสามารถในการวัดสิ่งต่างๆ ได้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หากเทียบประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจโลกเป็นช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ร้อยละ 99 ของพัฒนาการทางเศรษฐกิจทั้งหมดเกิดขึ้นในเพียงช่วง 20 วินาทีสุดท้ายเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจโลกเพิ่งจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด
หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา หากพิจารณาในแง่ของปริมาณข้อมูล อาจประมาณได้ว่าร้อยละ 99 ของข้อมูลทั้งหมดที่มีในปัจจุบันเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 1-2 วินาทีสุดท้ายของช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของข้อมูลเท่านั้น ณ ขณะนี้จึงเรียกได้ว่าเราอยู่ในยุคแห่งการปฏิวัติข้อมูล หรือยุค “DataRevolution” อย่างแท้จริง
นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการสื่อสารที่พัฒนาเป็นระบบดิจิทัลได้สร้างกระแสข้อมูลในรูปแบบที่มนุษย์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน นอกจากจะมีข้อมูลจำนวนมหาศาลแล้ว ข้อมูลในมิติใหม่ยังมีความพิเศษทั้งในด้านความเร็ว ความลึก ความกว้าง และความหลากหลาย ทุกย่างก้าวบนโลกดิจิทัลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต การจับจ่ายซื้อของผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์การ อ่านข่าวดูหนัง
ออนไลน์การทักทายพูดคุย หรือแสดงความคิดเห็นผ่าน Social Media หรือแม้กระทั่งการใช้โทรศัพท์มือถือจนเป็นเสมือนอวัยวะหนึ่งของเราไปแล้วนั้น ล้วนแต่ได้ฝาก “รอยเท้าดิจิทัล” หรือ “Digital Footprint”
ที่แสดงถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและกระบวนการตัดสินใจของผู้คนอย่างละเอียดและรวดเร็ว
จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทเอกชนทั่วโลกต่างสนใจที่จะดึงประโยชน์จากกระแสข้อมูลใหม่มาสร้างนวัตกรรมและช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจ และเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “ข้อมูลคือขุมทรัพย์ใหม่” ในโลกปัจจุบัน
ในขณะเดียวกันท่ามกลางโลกดิจิทัลที่มีข้อมูลรูปแบบใหม่และหลากหลายนี้ โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ความครบถ้วน และความแม่นยำของข้อมูลสถิติที่เราพึ่งพามายาวนาน เช่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่นับวันจะยิ่งมีความยากลำบากมากขึ้นในการวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ การเกิดบริการรูปแบบใหม่ที่ผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังบน Youtube หรือการโทรศัพท์ผ่าน Line หรือ Skype ซึ่งในอดีตกิจกรรมพื้นฐานลักษณะนี้เคยถูกนับรวมในตัวเลข GDP หรือการที่เส้นแบ่งระหว่างการประกอบธุรกิจกับกิจกรรมส่วนตัวที่เลือนรางลงเรื่อยๆ เช่น จากการให้เช่าห้องพักผ่าน AirBNB หรือการนำรถยนต์ส่วนตัวไปรับจ้างผ่าน Uber ทำให้การวัดระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความท้าทายมากขึ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทบทวนปรับปรุงวิธีการจัดเก็บข้อมูลสถิติให้ทันต่อบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
ภายใต้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในยุคแห่งการปฏิวัติข้อมูลนี้ ผู้ดำเนินนโยบายต้องเผชิญกับความท้าทายหลักอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ การปรับปรุงข้อมูลสถิติของภาครัฐให้ครบถ้วนทันสมัย สามารถรองรับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่หยุดนิ่ง และการใช้ประโยชน์ทั้งจากข้อมูลที่มีอยู่เดิมและข้อมูลรูปแบบใหม่อย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้และความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้านอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางแนวนโยบายให้ถูกต้องและเหมาะสม
ในการก้าวข้ามความท้าทายทั้งสองประการนี้ งานวิจัยมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง หัวใจของงานวิจัยคือการสังเคราะห์สิ่งที่เป็นแก่นสารออกมาจากสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ การแยกแยะความสัมพันธ์ออกเป็นสิ่งที่เป็นเหตุและสิ่งที่เป็นผลงานวิจัยจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะแปลงข้อมูลที่บางครั้งดูเหมือนจะท่วมท้นให้เป็นองค์ความรู้ที่สามารถขยายโลกทัศน์ของเราได้อย่างเท่าทัน
ผมขอเน้นว่าเราไม่ได้สนใจข้อมูลด้วยตัวมันเองตามลำพัง ข้อมูลไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นเพียงทางผ่านสู่การเรียนรู้และความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น







